วันพุธที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

12 เมษายน 2560 ดีสนีย์แลนด์ปารีส

08.00 น. ตื่นนอน เช้านี้ผม-เจี๊ยบ-เป้ มีโปรแกรมต้องไปดีสนีย์แลนด์ปารีส ส่วนอาต้อยไม่ไปด้วยเลยจะตามย่าปูไป ก็นัดกันว่าถ้าอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยให้มาเจอกันที่ห้องปู่แก่ อาต้อยตามมาก่อน ผมได้น้ำผลไม้ที่คาร์ฟูร์กินรองท้องไป ส่วนเจี๊ยบกับเป้ยังไม่ได้กินอะไรกัน
09.30 น. ได้เวลาเดินทาง ทีมนั้นไปพิพิธภัณฑ์ลูฟ+ประตูชัย ผมไม่มีอะไรในหัวเลย ได้แต่คร็อปรูปจากพันทิปว่าหน้าตาสถานีรถไฟที่ดีสนีย์เป็นยังไง ย่าปูเซิรท์วิธีเดินทางไปดีสนีย์จาก google ให้มาแล้ว สรุปคือเราต้องเดินไปสถานีรถไฟ ROME เพื่อต่อรถที่นั่นครับ ผมกางแผนที่เผื่อด้วย ก็ตัดสินใจเดินไปสถานี  Place de Clichy เพราะเดินใกล้กว่า  ระหว่างที่เราต่อขบวนที่ 2 ก็งงทางที่จะไปสถานีที่ต่อไปดีสนีย์ คือทางมันซับซ้อนและไม่มีป้ายบอกชัดเจนเลย ถามคนแถวนั้น คนแรกตอบไม่ได้ครับ กำลังถามคนที่ 2-3 แฟนผมก็บอกว่ามีผู้ชายคนนึงเค้ารู้ทาง แกก็เดินนำพาเราเดินไปไกลพอสมควรถึงชานชาลาเลย ขอบพระคุณมากๆ แถมยังบอกวิธีดูสายรถไฟว่า ชานชาลานี้มีรถ 2 สายให้ดูแบบนี้ๆๆๆ ไม่นานรถไฟก็มาครับ นั่งไปพักนึงก็สังเกตว่ามีวัยรุ่น พ่อแม่พาเด็กขึ้นรถมา เรามาไม่ผิดแน่ๆ มีอยู่สถานีนึงมีนักดนตรีมาเปิดหมวกในรถไฟเลย

11.00 น. ถึงสถานี Marne-la-Vallée เดินออกจากสถานีมันใหญ่โตอลังการมาก เดินไปทางซ้ายเป็น Disney Village ไม่แน่ใจคืออะไรครับ เดินไปทางขวาเห็นคนเยอะมาก มีประตูหลายประตูเลย แล้วก็มีโรงหนังอะไรซักอย่าง เราไม่รู้ว่าไปทางไหนต่อ ตรงนั้นมีตำรวจเยอะเลยเข้าไปถามว่าเราจะมาเที่ยวดีสนีย์ต้องซื้อตั๋วที่ไหน เค้าบอกให้เราไปต่อแถวตามประตูที่เห็น ตั๋วมีขายด้านใน ปีนี้ครบรอบก่อนตั้งดีสนีย์ปารีส 25 ปีครับ เลยมีธีมพิเศษหลายๆอย่าง แถวที่เห็นต่อกันยาวๆคือ เค้าตรวจเรื่องความปลอดภัยกัน เข้าไปได้ก็จะมี 2 ทางคือ Disney park กับ Disney studio เราก็ไปส่วนที่เป็น Park กัน

 

มาถึงด้านหน้า ยืนงงๆว่าจะซื้อบัตรถูกสุดเข้าช่องไหน และจะบอกเค้ายังไง ยืนดูคนอื่นซื้อเกือบๆ 20 นาทีก็ตัดสินใจว่าต้องซื้อแล้ว เพราะคนเยอะขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราก็อธิบายคนขายตั๋วได้ว่า 1 day 1 park 2 adults 1 enfant  ได้บัตรมาเรียบร้อยก็เดินตามทางมา ผ่านประตูมาเค้าจะให้เข็ดกลัดมาคนละอันครับ



วันนี้คนเยอะมาก เดินมานิดเจอร้านขายกาแฟสแนค เราก็ยังไม่มีอะไรรองท้อง เลยเข้ามา เช็คที่นั่งพอมีเลยกินอะไรกันก่อน




เราเดินตามทางไปเรื่อยๆ จนถึงทางแยกไปปราสาท ตัดสินใจเดินทะลุผ่านปราสาทแล้วไปวนขวา เครื่องเล่นไหนว่างก็เล่นก่อน เล่นได้ 2-3 อันก็เริ่มหิว เดินผ่านร้านเบอเกอร์คนเยอะไม่มีที่นั่ง เลยไปมีร้านขายเคบั๊บก็กินกันไม่เป็น ใกล้ๆกันมีร้านขายไอติม ตัดสินใจเอาแม็คนั่มกับไอติมวอลหางเสือมา ราคาอันละ 3 EURO ก็ต้องกิน ปรากฎว่าเค้าแช่ในตู้ซะแข็งกัดไม่เข้า เจ้าหมูดำกินไป 3 คำต้องหยุดกิน ผมเลยต้องมากินแทน แต่มันแข็งมาก ปากผมเลยแตกอีก กินไปเลือดไหลไป



จากนั้นเราเดินไปเล่นเครื่องเล่นตรงนั้นตรงนี้ เจ้าหมูดำไม่ยอมเล่นอันนั้นอันนี้บอกว่ากลัว อ้าววววว แล้วจะเข้ามาทำไมฟะ??? 


















14.00 น. เดินมาซักพักเรายังไม่มีอะไรหนักๆตกท้อง+เมื่อยด้วย ตัดสินใจฝากท้องที่ร้านใกล้ๆ ด้านหน้ามีที่ว่างก็ให้สองคนนั้นนั่งจอง ผมเข้าไปดูก่อนว่ามีเมนูอะไรบ้าง จนมาสรุปที่เมนูไก่สติ๊ก พนักงานเค้าก็พูดอังกฤษได้นิดหน่อยครับ อาหารรสชาดโอเค































 




16.00 น. แล้วเราก็ลุยต่อไปนั่นไปนี่ เล่นเครื่องเล่นยังไม่ครบ เจ้าหมูดำก็ร้องจะกลับละ ระหว่างนั้นในดีสนีย์เค้าก็มีโชว์พาเหรดตามกำหนด เราก็มายืนดูพาเหรดพักใหญ่ สังเกตว่าคนที่นี่ไม่ค่อยตื่นตัวกับโชว์เหมือนที่ญี่ปุ่นเลย ที่ญี่ปุ่นคนดูจะร้องเพลงปรบมือ มีส่วนร่วมกับโชว์มาก ที่นี่นั่งกันเงียบเป็นเป่าสาก จน 16.40 น.เราก็ได้เวลาจรลีกัน

เดินมาเริ่มคิดถึงของฝาก ร้านขายของเค้ามีเยอะครับ แต่ผมอยากได้ตุ๊กตาตัวนึงมีโลโก้ 25 ปีดีสนีย์(มันมีขายที่ปารีสที่เดียว) เจอร้านแรกดันไม่เอา เดินวนหา 5-6 ร้านในนั้นก็ไม่มี ส่วนเจ้าหมูดำอยากได้ตุ๊กาตาปลานีโม่เพราะคิดว่าราคาไม่แพง จะจ่ายเงินเรียบร้อยปรากฎว่ามันมีเงื่อนไขต้องซื้อของครบ 50 euro ถึงจะได้ราคาถูก เลยไม่เอามา

 

สุดท้ายถึงปากประตูทางออก คิดว่ามีร้านขายของ (จำได้ว่ามี) ก็หาไม่เจอ เลยไปวัดดวงกันที่หน้าสถานี เพราะคุ้นๆว่ามันมี Disney village กับห้างสรรพสินค้าด้วยน่าจะมีขาย ออกไปก็มี Shop ใหญ่จริงๆ ไปร้านเดียวมีครบทุกอย่าง เลือกกันนานเป็นชั่วโมงได้ครับ จนได้ของตามที่ต้องการก็ไปจ่ายเงิน ตรงเค้าเตอร์พนักงานเค้าเป็นผู้ชายเอเชียใจดีมาก เค้าก็บอกว่าของทั้งหมดราคาเกิน 50 Euro คุณจะรับตุ๊กตาตัวนี้มั้ยจะเหลือตัวละ 10 euro จากราคา 20 euro แบบนี้เราก็รับซิครับ

 

17.30 น. เสร็จแล้วเราก็เดินหาทางกลับ ส่วน Disney Village ไม่ไปละครับเย็นมากเดี๋ยวกลับไม่ถูก เดินย้อนมาที่สถานีมีรถไฟ 2 สายที่สถานีนี้ เราไม่แน่ใจว่ามันคือสายที่จะออกหรือเปล่า ก็เข้าไปถามตำรวจ แกก็มีหมาตำรวจตัวใหญ่ด้วยตัวนึงที่ไม่เป็นมิตรเลย แม่งจะกัดผมท่าเดียว อีตำรวจก็ไม่ห้ามหมาเลย กว่าจะได้คุยล่อไปเกือบ 5 นาที เราก็กระโจนขึ้นรถไฟกัน 






ขากลับเราไม่เชื่อโพยอาปูแล้ว อาศัยประสบกามเก่าๆตอนขึ้นรถไฟที่ญี่ปุ่น ดูว่าสายสีนี้ไปถึงแถวบ้านเราใกล้สุดตรงไหน แล้วค่อยเปลี่ยนขบวน ตรงสถานีเค้ามีแผนที่สายรถไฟให้เราดู เราก็เอาแผนที่ที่เอามาเทียบกัน คือ เราพักที่สถานี Rome ออกทาง N2 ฉะนั้นก็ดูสายรถไฟจากที่อยู่ว่ามันต้องไปต่อตรงไหนง่ายสุด ไม่สนใจว่านั่งไปไกลแค่ไหน เพราะเรามีตั๋ว 3 days pass อยู่แล้ว สุดท้ายคือ นั่งรถไฟไปเกือบ 14-15 สถานีไปลงสถานี Nation แล้วต่อสายนึงไปออก Rome N2 พอดี อิอิ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น