วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

15 เมษายน 2560 กลับบ้าน

09.43 น. วันนี้ช่วงค่ำต้องกลับเมืองไทยแล้ว เรายังมีภารกิจตกค้างจากเมื่อวานคือ ห้าง Manor วันนี้เลยตั้งใจไปแต่เช้าครับ ถ้าปิดอีกจะได้วางแผนไปที่อื่นแทน ปรากฎว่าห้างเปิดโชคดีไปครับ มี Boot  Nike อ่ำเลยหาของที่อยากได้ ผมดูราคารองเท้าแล้วซื้อไม่ลงแพงมาก เดินได้พักนึงก็ลงไปซื้อช็อคโกแล๊ตกับเจี๊ยบด้านล่าง 








จากนั้นตัดสินใจไป ถนน Rue de Rhone เป็นย่านช็อปปิ้งอีกที่ 

ตอนแรกเราไม่รู้ทางเลยถามทางไปเรื่อยๆ ของขายเยอะจริงๆ อ่ำจะหาร้าน Adidas ครับ ก็เจอร้านขายเครื่องกีฬาใหญ่มาก ของก็ผลิตที่บ้านเราทั้งนั้น เจ้าหมูดำจะเอาหมวก adidas ให้ได้ พอเห็นราคาก็ตกใจว่า 500 เท่าบ้านเราเลยไม่เอา(แต่ที่ไหนได้มาดูบ้านเรา 1,000)  

เสร็จแล้วเราก็เดินกลับมาทีอพาร์ทเม้นท์กัน เช็คน้ำหนักกระเป๋าของแต่ละคนไม่ให้เกิน 23 กก.


14.06 น. มื้อกลางวันนี้ ย่าปูจะเลี้ยงฟองดู ตามที่อาต้อยรีเควส ร้านนี้ค่อนข้างมีชื่อพอสมควร ผู้แนะนำคือ คุณสุวัฒน์ ลิปตพัลลภ สมัยท่านเป็นรมต.ฯแนะนำย่าปูให้มาทานร้านนี้ ตั้งแต่นั้นร้านนี้ก็เป็นร้านต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศไทยมาตลอด เราเดินมาจากอพาร์ทเม้นท์ไกลพอสมควรครับ เกือบๆ 40 นาทีก็ถึงร้าน












ด้วยความที่เรามากันเยอะ 8 คน ย่าปูเลยสั่งแบบถูกสุดคือ ฟองดู กินกับขนมปังฝรั่งเศส สลัด และมันอบชีส รสชาดไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ 


จากนั้นเดินกลับแยกเป็น 2 กลุ่มครับ กลุ่มแรกคือ ย่าปูแวะไปซื้อของอีกที่ ส่วนผม เจี๊ยบ ว่าจะแวะ Lidl แถวบ้านหน่อย ระหว่างที่ผ่านจริงๆก็มี Lidl เหมือนกันตรงสถานีรถไฟ แต่เราไม่เคยเข้าไป เอาใกล้บ้านดีละ

16.00 น. Lidl ที่ไปเป็นเหมือน Supermarket ขนาดใหญ่ของเยอะมาก คนก็เยอะด้วย ผมมาซื้อขนมเผื่อในกรณีไม่พอแจกครับ พอตอนจ่ายเงิน ไม่รู้พนักงานมันอารมณ์ไหนคือ รับลูกค้าอีกแค่ 2 คนก็ชู 2 นิ้ว ไอ้เราก็ไม่เข้าใจ ไปยืนเถียงกับมันตั้งนาน จ่ายเงินเสร็จรีบกลับมาเก็บของ อาบน้ำครับ

17.14 น. ลากกระเป๋าไปสถานีรถไฟไปสนามบิน ได้เวลากลับ มาถึงสนามบินยังไม่เปิดให้เช็คอิน คนไทยเยอะมากครับ น่าจะเป็นทัวร์คณะใหญ่พอสมควร ต่างคนแซงคิวกัน เรายังกังวลเรื่องน้ำหนักกระเป๋านิดหน่อย

19.00 น. เคาเตอร์เปิดให้เช็คอินแล้วครับ โหลดกระเป๋าผ่านเรียบร้อยดี จากนั้นเข้าด่านตม. ผมมีปัญหานิดหน่อยแต่ก็ผ่านไปได้ จากนั้นจึงแยกกับอาปู เดินไปตาม Gate เรื่อยๆยังไม่มีใครมาครับ นั่งรอกันไป

20.33 น.ประตู Gate เปิดแล้ว เค้าบอกว่าให้เด็กและครอบครัวเข้าก่อน เราเลยเข้าไปก่อน เพื่อขึ้นรถบัสไปยังเครื่องบิน

21.45 น. เครื่องออก ขอบคุณเจนีวา นั่งไปพักนึงเค้าเสิรฟ์อาหาร งวดนี้อยากกินแกะก็ได้ลองครับ ส่วนเจ้าหมูดำหลับสนิท ด้วยความงกของเจี๊ยบเอาอาหารมาเก็บด้วย สุดท้ายกลายเป็นผมต้องรับผิดชอบไป

***************************************************************************************************************************
16 เมษายน 2560 อาบูดาบี

06.10 น. ถึงอาบูดาบี เราก็เดินตามทางไปที่ Gate แต่เครื่องออกอีกที 10.00 น. แล้วจะไปไหนละ? ก็นั่งรอซิครับ ระหว่างนั้นเจ้าหมูดำเกิดหิวขึ้นมาอีก ผมเลยต้องย้อนไปดูร้านอาหารในสนามบิน เค้ารับแต่เงินสกุล US Dollar กับเงินแขก แล้วทำยังไง? ก็ต้องเอาเงินที่มีไปแลก คิดว่ามีอยู่ 20 ฟรังน่าจะเหลือเฟือครับ เค้าบอกว่ายูจะแลกไปทำอะไรถ้าจะซื้ออาหารที่นี่ไม่พอนะ ต้องมีอีก 20 ฟรัง ผมมีอยู่ 50 Euro พอดี เลยใช้แลกหมด แล้วเดินไปด้านบนศูนย์อาหารในสนามบิน มีเบอร์เกอร์คิงส์ที่ดูเข้าท่าสุด ที่เหลือเป็นร้านอาหารมุสลิม ซื้อใส่ห่อกลับมาให้เจ้าหมูดำกิน กินไปหลับไปจนไม่รู้จะทำอะไรแล้ว สังเกตว่าคนไทยเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ

09.48 น. ได้เวลาเครื่องออกซะทีครับ เจอกันกรุงเทพ

20.00 น. ถึงสุวรรณภูมิตามเวลาท้องถิ่น
*******************************************************************************************************************************
สวิสเซอร์แลนด์
- อากาศเย็นสบาย แต่แดดแรงครับ บ้านผมไม่มีใครเป็นอะไรมีผมคนเดียวที่หน้าไหม้เลย T T

- ของแพงทุกอย่าง ของกินไม่อร่อยอย่างแรง อย่างแมคโดนัลนี่แทบจะ..... เครื่องปรุงตามร้านพวกซอสต่างๆไม่มีให้ ขอเพิ่มคิดเงิน

- คนที่นี่สูบบุหรี่จัดครับ สูบกันตามถนนเป็นเรื่องปกติทั้งผู้ชายผู้หญิง ที่ญี่ปุ่นว่าเยอะแล้ว ที่นี่เยอะกว่า กัญชา+บารากุ เป็นของถูกกฎหมาย หาได้ทั่วไป

- ผู้คนเป็นมิตร ภาษาอังกฤษสื่อสารกันได้ แต่งตัวกันเชยๆ เรียบๆ ชีวิตเรียบง่ายดีครับ (灬˘╰╯˘灬)。・゚

- การเดินทางส่วนมากก็รถไฟ รถราง(Tram) รถเมล์ รถยนต์ สะดวกครับ สถานีก็ใหญ่มีบันไดเลื่อน ป้ายรถเมล์หรือสถานีรถไฟนึงห่างกันเป็นกิโล วันที่เดินไปร้านเครื่องดนตรีที่บ้านบอกเลยที่พักไป 5 ป้าย ป้ายละโล เดินไปกลับ 10 กิโล อ้วกแตกครับ รถยนต์ขับกันเร็วมากแต่ขับขี่ตามกฎ เขียววิ่ง แดงหยุด ข้ามถนนได้อุ่นใจ คนใช้จักรยานก็พอควร

- นาฬิกา ต้องบอกก่อนว่าผมไม่ใช่คอนาฬิกาครับเลยไม่ทราบว่าเมืองไทยรุ่นนี้ๆเท่าไหร่ เท่าที่ดูที่นั่นแบ่งเกรดตามความเข้าใจผมคือ
1.นาฬิกาทั่วไป แบกะดิน ราคาไม่แพง
2.นาฬิกามาตรฐาน เช่น Swatch Tissot
3.นาฬิกา Hi-end เดินดูมาหลายวันจนสุดท้ายฟันธงว่าจะเอารุ่นนึง ยี่ห้อนึง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อมา

- มีดสวิส ไม่อยู่ในความสนใจครับไม่ได้ดู ราคาเหมือนนาฬิกา คุณภาพตามราคา ไม่ได้ซื้อมาเลย(ไม่รู้จะเอามาทำอะไร ทับกระดาษเหรอ???)

- ช็อคโกแล๊ต มีมากมายหลายยี่ห้อ ที่นี่เน้นความเข้มข้นและความเป็นช้อคโกแล๊ตแท้ๆ ผิดกับญี่ปุ่นมีหลากหลายรสชาดกว่า หวานกว่า แล้วแต่คนชอบครับ เนสกาแฟแบบแคปซูลขึ้นชื่อมาก(Nespresso) ในขณะที่ผลิตภัณฑ์อื่นของเนสเล่กลับไม่มีขาย(แปลกจัง)

- เข้าใจว่าที่นี่ QC ค่อนข้างเข้มงวดมาก จึงไม่ค่อยมีสินค้ายี่ห้ออื่นๆมาขายที่นี่อย่าง KFC หรือบรรดาเสื้อผ้ายี่ห้อดังๆ โค้กก็มีแต่ Coke life กับ Coke Zero 

- เครื่องดนตรี ผมไปแค่ร้านเดียวครับ ตอบได้เต็มปากว่าแพงทุกอย่างและแพงกว่าเมืองไทยหลายเท่าตัว

- ผมใส่บาจาคู่ละ 600 มาจากเมืองไทยตั้งใจจะหา NB สักคู่ ที่นี่มีให้เลือกน้อยมาก และราคาถูกกว่าบ้านเราไม่กี่ร้อย ถ้าพวก OUTLET บ้านเรานี่ถูกกว่าแน่นอนเลยไม่เอา

- ตม.ที่นี่ใจดีครับ วันกลับผมโดนตรวจละเอียดครั้งนึง เพราะสร้อยคอ เครื่องมันร้อง(ปกติไม่โดน) ก็ผ่านได้ดีไม่มีอะไร


ฝรั่งเศส
- อากาศเย็นสบายดีครับ แต่รู้สึกว่าสวิสอากาศดีกว่ามาก

- ของแพงเหมือนสวิสเปี๊ยบ บางอย่างอร่อย บางอย่างกินไม่ได้เลย วันแรกที่ไปพระราชวังแวร์ซายน์ มีร้านแมคฯก็แวะกินที่นั่นก็พอกินได้ครับ วิธีสั่งอาหารทันสมัยหน่อยคือ มีจอ LCD ให้เรากดเลือกเมนูตรงนั้นเสร็จแล้วจะมีสลิป เอาสลิปมาจ่ายเงิน แล้วรออาหาร ห้องน้ำที่ปารีสหาเข้ายากมาก และมีระบบซับซ้อน เวลาจะเข้ามีรหัสผ่านถึงจะเข้าได้ หลายห้างหลายร้านไม่มีห้องน้ำนะครับ 

- คนที่นี่สูบบุหรี่จัดกว่าสวิสอีก เรียกได้ว่าทุก 10 เมตรต้องมีคนสูบบุหรี่ กัญชา+บารากุ เป็นของถูกกฎหมาย หาได้ทั่วไป

- ผู้คนเป็นมิตรดี แบ่งเป็น
1. คนขาวก็มีทั้งดีและไม่ดีปนกันครับ วันที่ผมไปดีสนีย์แลนด์เกิดหลงทาง ได้ผู้ชายคนนึงเค้านำทางมาขึ้นรถไฟจนมาถูกทาง (≧◡≦) 
ส่วนที่บ้านผมโชคร้ายครับ ครั้งแรกโดนคนแก่ที่นั่นไล่ให้นั่งที่อื่นบนรถเมล์เพราะไปนั่งเบาะคนชรา ครั้งสองบ้านเรายืนรอรถเมล์แล้วคุยกันเสียงดังก็โดนฝรั่งแถวนั้นเตือน และอย่ามายืนบังหน้าป้ายรถเมล์ , ครั้งสาม บ้านผมเอามือถือถ่ายรูปเจ้าหน้าที่+พ่อครัว+ร้านค้า โดนเจ้าตัวตำหนิว่าห้ามถ่าย (ทุกกรณียอมรับว่าผิดจริงๆ)
2. คนดำ ถ้าผมไม่อคติจนเกินไปก็รู้สึกว่าพี่มืดนี่มีการเหยียดผิวเอเชีย สังเกตจากเวลาพวกเค้าเห็นพวกผม หรือกลุ่มอาแปะทัวร์จากเมืองจีนทั้งหลาย เราเลยไม่อยากจะพูดคุยกับเค้ามากนัก มีคนดำที่เป็นแรงงาน ขายของตามสถานที่ท่องเที่ยวพวกนี้ก็ยิ้มเก่ง คุยสนุก พูดไทยได้ครับ
3. พวกแขกขาว ไม่แน่ใจว่ามาจากตะวันออกกลาง หรือแอฟฟริกา พวกนี้น่ากลัวมาก พบได้ตามแหล่งชุมชนใหญ่ๆ ที่ได้ยินคือ เป็นนักล้วงกระเป๋าบ้าง มาขอเงินดื้อๆเลยก็มี อย่าเข้าใกล้เด็ดขาด

- ภาษาอังกฤษสื่อสารกันได้บ้าง ไม่ได้บ้างครับ

- คนที่นี่แต่งตัวกันตามแฟชั่นสมเป็นเมืองแห่งแฟชั่นจริงๆ ทุกคนดูดี ตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าผมยันบุคลิค ขนาดคนอ้วนยังดูเท่ห์ ชีวิตมีสีสันมาก

- การเดินทางรถไฟ รถเมล์ รถยนต์ สะดวกครับ สถานีรถไฟข้อเสียคือหลายสถานีไม่มีบันไดเลื่อนครับ วันแรกที่เราไปนี่ขึ้นลงบันไดกันจนหน้ามืด วันที่สองเลยมาใช้รถเมล์บ้างสะดวกดี ขับเร็วสะใจมาก ผมซื้อบัตร 3 Days pass ใช้ได้ทั้งรถไฟ+รถเมล์สะดวกดีแพงแต่จบ รถยนต์ขับกันเร็วมาก ด้วยความที่เมืองใหญ่คนไม่ค่อยปฏิบัติตามกฎจราจรเท่าไหร่ อยากข้ามตรงไหนก็ข้าม ไฟเขียวแดงไม่สนใจ

- ของแบรนด์เนมพวกกระเป๋า เครื่องสำอางค์ ไม่ทราบว่าถูกกว่าเมืองไทยมั้ย แต่น้ำหอมนี่ถูกกว่าบ้านเราพอควร

- อะไรที่หาไม่ได้ในสวิสมาที่ปารีสเถอะครับ มีร้าน Uniqlo หลายสาขาแต่ไม่ได้แวะเลย เช็คราคาก็ไล่ๆกับบ้านเรา

มีเรื่องตลกคือ ตอนมาวันแรกที่สนามบินชาร์เดอโกล เห็นเสื้อบอลทีมปารีสแซ็ง-แฌร์แม็ง ก็อยากจะซื้อเก็บเป็นที่ระลึกว่าเคยมาเหยียบที่นี่ดูราคาแล้วตัวละ 3,000 กว่าบาทก็งงว่าทำไมมึงขายเท่าเมืองไทยเลย ไปจับๆที่ช็อปเค้าที่ถนน ชองป์เอลิเซ่ ดันปั้ม Made in Thailand อีก(วันจะกลับไปดูร้านกีฬาในสวิสก็ปั้ม Made in Thailand เหมือนกันราคาเท่ากันครับ) เลยผ่านไป

- เครื่องดนตรี ไมได้แวะครับ

- ร้านเครื่องกีฬามีให้เลือกเยอะครับ ราคาไม่ได้หนีจากบ้านเราเหมือนสวิส ผ่านนนนน

- ตม.ที่นี่เข้มงวดพอควรครับ วันกลับก่อนหน้าผมมีผู้ชายคนนึงเข้าเครื่อง CTX ร้องดัง เจ้าตัวเลยถอดกางเกงโชว์เหลือแต่กางเกงในผมเลยเห็นเค้าพกปืนสั้นตรงต้นขา ก็เลยโดนหิ้วปีกไปอีกห้อง อีกสักพักใหญ่ก็เห็นเจ้าตัวออกมาผ่านได้ เข้าใจว่าอาจจะเป็นพวกตำรวจสากลหรือเปล่า(เหมือนเคสนึงในบ้านเราเปี๊ยบ) ส่วนญาติผู้ใหญ่ผมโชคร้ายมายืนต่อจากคนนี้แถมแกพูดอังกฤษไม่ได้ กระเป๋าเดินทางสแกนไปเจอกางเกงในที่เปียกกับโฟมล้างหน้า เลยโดนล้อคไปอีกทาง ผมจะเข้าไปช่วยก็มีตำรวจผู้ชายมากันไม่ให้เข้าไป วินาทีนั้นทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ดูว่าจะรอดมายังไง สุดท้ายตม.ผู้หญิงโยนกางเกงในเปียกๆใส่ถังขยะ ต้องไปตามเก็บคืนมา

สรุป
ทั้งสองที่ต่างมีจุดเด่นแตกต่างกันไป ที่บ้านผมเค้าชอบเจนีวาด้วยความเรียบง่าย สไลว์ไลฟ์กันไปแบบคนแก่ ส่วนผมวัยรุ่นชอบสีสันแบบปารีส ถามว่าให้กลับไปอีกมั้ย? คงไม่ครับ อยากไปเยอรมันมากกว่าอ่ะ ปีหน้าคงพักขอปั้มเงินก่อน ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะฮะ สวีดัด(・_・)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น