วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559

Yamaha MoxF8


ขอท้าวความเดิมเผื่อบางท่านยังไม่เคยอ่าน เดิมผมเป็นมือคีย์บอร์ดครับ (จริงๆก็เป็นนั่นล่ะ !!!) พอเรียนจบมหาลัยก็หยุดเล่นไป เลิกเล่นวงไปด้วย เผอิญมีเพื่อนในคณะมายัดเยียดขายกีตาร์ไฟฟ้าทั้งที่เล่นไม่เป็นเลยได้เริ่มเล่นกีตาร์ครั้งแรกตอนอายุ 21 แล้วก็เล่นมาตลอด คีย์บอร์ดตัวเดิมที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาก็นอนในกล่องนับแต่นั้น 

พอปี 2555 ลูกสาวผมเรียนเปียโนต้องหาอะไรมาซ้อมมือ จึงได้รื้อเจ้านี่มาบูรณะครั้งใหญ่ ผมก็ต้องมีการรื้อฟื้นวิชา กลับมาฝึกใหม่อีกครั้งเช่นกัน 


แต่....มันไม่จบแค่นี้ครับ อุอุ 


 เมื่อลูกสาวผมเรียนเปียโนระดับสูงขึ้นไป สกิลยากขึ้นเรื่อยๆ Keyboard 61 keys ไม่เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ประกอบกับสัมผัสของคีย์บอร์ดกับเปียโนมันต่างกันมาก ทำให้เราต้องมองหาอะไรใหม่ๆเข้ามา

น้ำหนักคีย์สำหรับคีย์บอร์ด จะมี 3 ระดับ 
1.unweighted
2.semi-weighted 
3.weighted keys

unweighted keys
จะเป็นพวกคีย์บอร์ดทั่วไป ราคาต่ำๆถึงกลางๆ

semi-weighted keys
จะเป็นในคีย์บอร์ดไม่กี่รุ่น ราคาสูงนิดนึงถึงสูงมาก จะหน่วงมือนิดหน่อย แต่ไม่ถึงระดับเปียโน

weighted keys
จะเป็นพวกเปียโนไฟฟ้า หรือคีย์บอร์ดรุ่นสูง พวกนี้จะจำลองความหนักและหน่วงของเปียโนมาครับ แล้วแต่รุ่น แล้วแต่ยี่ห้อ แต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกัน

ทีนี้ สิ่งที่เราอยากได้คืออะไร และมีงบรองรับเพียงพอหรือไม่? 

จากสิ่งที่เราอยากได้มาสู่คำถามที่ต้องถามตัวเองเสมอเวลาเราจะซื้อของว่า 
1.เราอยากได้อะไรในตัวสินค้านั้น
2.ในงบประมาณที่เท่ากัน มีสินค้ารุ่นที่ใกล้เคียงหรือเทียบเท่าหรือไม่
3.มีงบประมาณรองรับหรือไม่


จากประเด็นแรก สิ่งที่ผมอยากได้คือ คีย์บอร์ด 88 คีย์ไว้ให้ลูกสาวซ้อมมือ และให้ตัวเองซ้อมด้วย ซึ่งถ้า choice นี้จะคิดไม่ยากเลย เพราะเปียโนไม้ราคาสูงผมไม่มีปัญญาแน่ๆ บ้านก็หลังติ๊ดเดียวไม่มีที่วางอีก แฮะๆๆ 

จึงมาคิดถึงเปียโนไฟฟ้า บ้านเราราคาไม่แพงและมีบริการส่งถึงบ้านด้วย เพื่อนๆผมที่มีลูกเรียนเปียโนก็ซื้อแบบนี้กันทั้งนั้น วันหยุดเสาร์อาทิตย์เราจึงได้ไปนั่งเล่นและทดสอบเปียโนไฟฟ้าตาม Powerbuy ร่วมเดือนได้

แต่หลังจากที่ไปนั่งลองก็รู้สึกว่า มันไม่ใช่ น้ำหนักคีย์มันได้ครับ แต่เสียงมันไม่ได้จริงๆ..

ผมเริ่มตัด Choice ออกไปทีละนิดทั้งเปียโนไม้ เปียโนไฟฟ้า แล้วเริ่มกลับมามองคีย์บอร์ดที่เป็น 76-88 คีย์

สำหรับคีย์บอร์ดมือสองบ้านเรา 88 คีย์ไม่ค่อยมีใครขาย ส่วนมากจะเป็นเปียโนไฟฟ้า และ Stage เปียโนจริงๆ (อาจจะนานๆมาทีแต่ก็ยังแพงมาก) ซึ่งราคายังถือว่ายังสูงอยู่ 

Korg
เป็นตัวเลือกแรกๆที่อยู่ในใจผมมาตลอด มีรุ่นที่น่าสนใจอยู่หลายตัว ผมก็ใช้เวลาในวันหยุดไปทดสอบอยู่ 4-5 เดือนจนได้รุ่นที่น่าพอใจมารุ่นนึง สอบถามราคาก็คิดว่าเป็นไปได้ ก็เตรียมเงินจะไปซื้อเรียบร้อยในเดือนถัดไปครับ... 

จะว่าความสับเพร่าของผมเองด้วยที่ไม่โทรไปเช็คก่อนล่วงหน้า ถึงเวลาไปปรากฎว่าของหมดและต้องรออีกพักใหญ่ เลยต้องรอตามคิวอย่างเดียวครับ

พอไปอ่านรีวิวที่เวปเกี่ยวกับคีย์บอร์ดเลยทราบว่ารุ่นนี้มีคนไปเขียนรีวิวไว้ ทำให้กระแสดี คนตามหากันพอสมควร จากเหตุการณ์นี้เลยหยุดไปเพียงเท่านี้ครับ และเริ่มหาข้อมูลเพิ่มตัวถึงข้อเสียเจ้านี่บ้าง

ซึ่งจากการหาข้อมูลทั้งจากเวปในบ้านเราและสื่อฝรั่งเองก็บอกตรงกันว่า เจ้านี่มีปัญหาตรงที่บู๊ทเครื่องได้ช้ามาก เนื่องด้วยระบบปฏิบัติการของเค้าที่กินทรัพยากรเยอะ ใช้เวลาเกือบๆนาที เรียกว่าน้องๆคอมพิวเตอร์เครื่องนึงเลย ถ้าไปเล่นตามร้านหรืองานด่วนนี่ตายอย่างเดียวครับ และเจ้านี่มีคนบ่นเรื่องรวนบ่อยมาก ต่อมา ก็มีคนขายทิ้งเจ้ารุ่นนี้เยอะไปหมด (ไม่ขอบอกว่ารุ่นไหนยี่ห้ออะไรนะครับ แฮะๆๆ)

เมื่อได้เหตุผลมาแบบนี้ โจทย์ใหม่คือ ผมจึงมองหายี่ห้ออื่นๆเพื่อเปรียบเทียบครับ 

ย้อนกลับมาที่คีย์บอร์ดตัวเดิมครับ ตัวเก่าของผมที่ใช้อยู่คือ Korg X3 ซึ่งเป็น Music Workstation ถามว่า Music Workstation คืออะไร? 

Music Workstation
หมายถึง คีย์บอร์ดที่มีความสามารถในการกำเนิดเสียง (เป็น Sound Module) ไม่ว่าจะผ่านสัญญาณ Midi หรือ Keyboard สามารถบันทึกเสียง หรือ Midi รวมถึงสามารถทำหน้าที่เป็น Sampler และ Sequencer ได้ 

พูดง่ายๆว่า Music Workstation ตัวเดียวใช้ทำเพลงจบเลย ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว มักมีส่วนประกอบของ Synthesizer อยู่ภายใน 

(
อ้างอิงจาก http://www.patid.com/forums/thread-1315.html )

ทีนี้ ความจำเป็นใช้แค่ Sythesizer ธรรมดาๆก็ได้มั้ย ไม่ต้องถึงกับใช้เจ้านี่หรอก?
อันนี้ก็แล้วแต่คนใช้งานครับว่าซีเรียสเรื่องเสียงและการใช้งานแค่ไหน พเปรียบเทียบง่ายๆว่า แอมป์หลอดแพงๆกับแอมป์ทรานซิสเตอร์ตัวไม่พัน มันก็ดังเหมือนกัน จะซื้อแพงๆทำไม? อันนี้น่าจะตอบคำถามเรื่องเดียวกันได้

การบ้านครั้งใหม่ผมคือ การศึกษาข้อมูลจากคีย์บอร์ดยี่ห้ออื่นๆครับ บ้านเราหลักๆก็มี Roland Nord Kurzwiel และ Yamaha

Roland
ตัดไปได้เลยครับ ผมไม่ชอบ Sound และระบบการทำงานของเค้า บายเลยดีกว่า

Nord
นี่ก็ผ่านเหมือนกัน ราคาถือว่าสูงและลงทุนมากเกินตัวเราไปหน่อย

Kurzwiel
นี่ก็ไม่เก็ทกับระบบเค้าครับ ไปลองเล่นดูแล้วไม่โดนจริงๆ

ก็เหลือแต่ Yamaha ก่อนหน้านี้ผมรู้จักแต่ Yamaha เพราะสมัยเด็กๆเคยใช้ PRS8 และได้ลองพวก Yamaha W5 W7 เมื่อนานมาแล้ว รุ่นล่าสุดคือ Motif ซึ่งจะว่าไปเป็นรุ่น Top สุดของเค้า ราคาก็แสนกว่าๆก็ดูจะลงทุนเยอะไปอีกกะอีแค่คีย์บอร์ดใช้ซ้อมมือ

หลังจากนั้น ผมไปหาข้อมูลใน Youtube ก็ไปเจอรุ่นนี้ครับ Yamaha MoxF8 ซึ่งคุณโซ่ ETC ได้ทำคลิปแนะนำไว้ 

พูดง่ายๆคือ....
MoxF เป็น Music Worstation รุ่นย่อส่วนจาก Motif อีกที
MoxF ทำงานเหมือน Motif ทุกประการ
MoxF ใช้ Sound Library เดียวกับ Motif แต่ Layer เสียงอาจจะไม่หนาเท่า

MoxF ถูกกว่า Motif ครึ่งนึง อันนี้สำคัญสุดครับ 5555

เช็คราคาจากสำนักงานใหญ่ ถือว่าทำราคาได้โอเค และกระแสตอบรับในบ้านเราดีมากๆ จึงไปเข้าคิวกับเค้ามาตัวนึงเมื่อต้นปี 57 จนกุมภาพันธ์ 58 ถึงได้มาครับ (รอนานมาก T T) 

จุดเด่นของ Yamaha คือ Natural Sound คือให้เสียง Acoustic ที่เป็นธรรมชาติมากๆ ได้แก่พวกเสียงเปียโนไม้ String violin ฯลฯ เรียกได้ว่าเจ้านี้เค้าขึ้นชื่อเรื่องนี้เลย เราจึงเห็นชาวแจ๊สส่วนใหญ่ใช้ยี่ห้อนี้ครับ ^^ 

























ฟังก์ชั่นการทำงาน บอกตรงๆว่า ณ ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยคล่องนะครับ แฮะๆๆ


ตอนนี้ใช้ซ้อมมือ และตอนนี้ผมกลับมาเล่นดนตรีกับพี่ๆเพื่อนๆใหม่ เลยถือว่าได้ใช้งานเยอะเลยล่ะ


























สำหรับใครที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปศึกษาได้จากเวปของยามาฮ่านี้เลยครับ

Bonger Lafayette

26 กันยายน 2559 


ผมได้แอมป์ตัวนึงมาใช้งานปีกว่าๆครับ ถือได้ว่ายอดเยี่ยมมากๆ จนรู้สึกว่าเป็นอีกรุ่นนึงที่คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์จริงๆ จนอดที่จะพูดถึงไม่ได้ นั่นคือ Bogner Lafayette ผมไปเจอแอมป์ตัวนี้จากการที่เอาบอร์ดเอฟเฟคไปจัดที่ Sweetsound ทำให้ได้ลองแอมป์ตัวนี้ และรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ผมตามหา กลับบ้านไปนอนคิดทั้งคืน ลอง Inbox ไปสอบถามราคาพี่พล จนวันรุ่งขึ้นต้องกลับมาหิ้วกลับบ้านไปด้วย
 
Lafayette เป็นแอมป์ International Seies ที่เลิกผลิตเมื่อ มกราคม 2014 นี่เอง เนื่องจาก Reinhold Bogner and Jorg Dorschner ถือว่าเป็นผู้ผลิตแอมป์ที่สติเฟื่องมาก ชอบคิดพัฒนาแอมป์รุ่นใหม่ๆ วงจรใหม่ๆ ตลอดเวลา ทำให้เรามีแอมป์ รวมถึงเอฟเฟคดีๆมาให้เล่นกันอยู่เสมอ แต่ถึงจะหยุดผลิตไปแล้วแต่ถือได้ว่าเป็นแอมป์ที่สารพัดพิษรุ่นนึงเลยทีเดียว

Lafayette คือการผสมผสานกันระหว่างความเป็นยุค 50 แบบ Tweed  และ ยุค 60 ของหลอด EL84 แบบอังกฤษ Lafayette เป็นแอมป์ขนาดเล็กโดยใช้กำลังขับเคลื่อนจากหลอด EL84 ซึ่งสามารถตอบสนองต่อการเล่นได้อย่างดีเยี่ยม
 

โครงสร้างของแอมป์รุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นจากไม้สน และบุด้วยสักหลาดมีลวดลายสวยงาม ทั้งนี้ หากเรามองแอมป์ทางรูปลักษณ์ภายนอกก็พบว่าเป็นแอมป์ที่นำเสนอความเป็นแอมป์วินเทจคลาสสิกที่มีความหลากหลายและเรียบง่าย จากการออกแบบโครงสร้างดังกล่าวช่วยให้ดอกลำโพง(Speaker) และตู้แอมป์ (pine cabinet) ให้การตอบสนอง และช่วยให้ทิศทางของเสียงเดินทางได้อย่างอิสระ ผู้เล่นหลายคนจะรู้สึกว่านี่คือ แอมป์ที่ให้เสียงที่มีชีวิตชีวา เสียงกว้างขึ้นเป็น 3 มิติเกือบทำให้เกิดเสียงราวกับว่าเสียงสะท้อนที่ได้เป็นภาพที่เราวาดไว้

ทีนี้เรามาดูสเปคกันครับ
Lafayette • 12 watt EL84 Class A cathode biased power amp • JJ ECC83s single triode 1st gain stage • JJ ECC83s 2nd gain stage and cathodyne phase inverter • Volume and Tone controls • 4 position Schizo tone stack gain control • 3 position standby switch for 6 or 12 watt operation • Single 8 ohm speaker out • 1x10 combo Celestion G10 • 1x12 combo Celestion G12H 8 ohm • Pine cabinet with Baltic birch floating baffle

มาดูฟังก์ชั่นการใช้งานบ้างครับ
ด้านซ้ายมี สวิทช์ 2 ตัว ตัวแรก คือ On-off เปิด-ปิด ตัวที่สองคือ การเลือกกำลังขับครับ อธิบายง่ายๆคือ hi = 12 w , Low = 6 w และ Standby ครับ

มาที่ด้านขวา มี 3 ปุ่ม Simple is the best จริงๆ

Volume ปรับความดังเบา รุ่นนี้มีระบบ On-board attenuator ในตัว ลดความดังแค่ไหนเสียงก็ออกมาเต็มอยู่ครับ

Tone  ปรับทุ้มแหลม หมุนไปทางซ้ายคือทุ้ม หมุนไปทางขวาคือแหลม


Schizo ปรับเลือกคาแร็คเตอร์ 1-2 เป็นเสียงคลีนที่มีคาแร็คเตอร์ประมาณ Tweed ครับ ส่วน 3-4 ออก Plexi ตามแบบฉบับ Vox AC30  ส่วนตัวผมชอบเล่นกับก้อนครับ




































มาว่ากันที่จุดเด่นของตัวนี้กันครับ เอกลักษณ์อย่างนึงของ Bogner คือ เสียงที่มีความหนาเป็นมวล Impact ดี และพุ่ง และเสียงธรรมชาติมากๆ คือ ต้นกำเนิดเสียงถ้าดี Bogner จะฟ้องทันทีไม่มีหลอกหู นี่ขนาดว่าเป็นแอมป์รุ่นเล็กๆนะครับ อุอุ

ท้ายนี้ ขอขอบคุณ พี่พิเศษ พี่เจย์ ธงใหญ่ พี่พล พี่เอ PDP สำหรับคำแนะนำสำหรับแอมป์รุ่นนี้ และให้ความช่วยเหลือครับ

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559

Suhr Corso

23 กันยายน 2559

ว่าจะเขียนเรื่อง Suhr Corso ก็ไม่ได้เขียนซักที ได้มาใช้งานก็หลายปี วันนี้ขอเล่านิดหน่อยๆละกันครับ

John Suhr ไม่ได้มีดีแค่เป็นช่างทำกีตาร์ฝีมือดีเท่านั้น ในปี 1991 เนื่องจากความหลงใหลในการออกแบบแอมป์หลอด John ได้ร่วมงานกับ Robert Bradshaw  และได้ออกแบบ tube preamps CAA 3+ , 3+SE และ CAA OD100 ร่วมกับ Robert  ( Credit : http://www.sweetsoundbangkok.com/Default.aspx?pageid=54)


ในปี 2004 John Suhr ได้คิดสร้าง Amp Guitar ซึ่ง John ได้นำแอมป์ Custom Audio Amplifiers CAA OD-100 มาผลิตใหม่ โดยผลิตอย่างจำกัดจำนวนในตอนแรก ( Credit : https://sites.google.com/site/fenderhistory/3)


8 กุมภาพันธ์ 2013 Suhr ได้เปิดตัว Corso Amplifier ซึ่งออกแบบมาสำหรับการใช้งานใน Studio  Corso เป็น Amp studio ในอุดมคติสำหรับใครหลายๆคน (รวมถึงผมด้วย) Corso เป็นแอมป์อเนกประสงค์ ด้วยกำลังขับ 1-5 W แม้จะมีขนาดเล็กแต่ไม่มีการประนีประนอมเรื่องเสียงเลย และมีคุณสมบัติดทียบเท่าแอมป์ขนาดใหญ่ทุกประการ มีฟังก์ชั่นครบถ้วนที่ให้ผู้เล่นได้สนุกกับทุกย่านเสียง และมีความสมบูรณ์แบบสำหรับการใช้งานใน Studio และการฝึกซ้อมในห้องนอน
Corso มีคุณสมบัติที่ยืดหยุ่นอย่างเหลือเชื่อ และมีความหลากหลายสำหรับการเล่นในทุกๆแนวเพลง สามารถสร้างเสียงในอุดมคติแก่ผู้เล่นทุกคน หน้ากากแอมป์ได้รับการออกแบบ มีการแกะสลักที่สวยงามและทันสมัย 

ตัวแอมป์มีคุณสมบัติในการลดทอนความดัง-เบาเสียง (on-board attenuator) ซึ่งเวลาเราลดเสียงให้เบาลงแต่มวลรวมเสียงยังออกมาได้เต็มที่เสมือนเราเปิดแอมป์เสียงดังๆ รวมถึงระบบที่พัฒนายิ่งกว่าด้วย Power scaling ซึ่งถูกบรรจุในรุ่น Badger เช่นกัน

นอกจากนี้  Corso ยังเป็นมิตรต่อเอฟเฟคก้อน และสามารถปรับเสียงแตกแบบ Low gain ได้ด้วย ทั้งนี้คุณสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.suhr.com

ผมติดตามข่าวแอมป์ตัวนี้มานานพอสมควร ตั้งแต่เปิดตัวในเพจและเวปไซด์เค้าเลยล่ะ เรียกได้ว่าพอมีข่าวปุ๊บก็สั่งกับตัวแทนไปตั้งแต่ต้นปี 2013 น่าจะเป็นกลุ่มแรกๆ จากนั้นก็เฝ้าติดตามข่าวมาตลอดตั้งแต่การเริ่มกระบวนการผลิตอย่างเป็นทางการ มีการทยอยส่งของออกจำหน่ายในอเมริกาและยุโรป พอ Suhr ทำคลิปตัวนี้โดย Pete Thorn ยิ่งทำให้เกิดความอยากมากขึ้น  จนเวลาผ่านไปได้มีการประกาศใช้เรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเหตุให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายแหล่ รวมถึงเครื่องดนตรีที่จะนำเข้าไปในยุโรปโดนกฎหมายนี้ควบคุมด้วย และแน่นอนเมื่อมีกฎหมายตัวนี้เข้ามาส่งผลต่อการผลิตแอมป์ตัวนี้ด้วยเช่นกัน เพราะชิ้นส่วน รวมถึงกรรมวิธีการผลิตต้องได้ตามมาตรฐานตามกฎหมายด้วย ส่งผลให้ Suhr ปรับเปลี่ยนวิธีการน่าจะเรียกว่านับ 1 ใหม่หมด
จนต้นปี 2014 Suhr ได้ทยอยส่งสินค้าให้กับตัวแทนต่างๆทั่วโลก รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านเราแล้ว จึงสอบถามไปยังพี่พล ซึ่งก็ได้รับข่าวดีว่าของใกล้จะมาเต็มที่ จนเมษา 2014 ผมก็ได้รับแอมป์ตัวนี้มาในอ้อมอกอ้อมใจ

ไหนๆแล้วขอพูดถึงการใช้งานนิดนึงครับ ตัวแอมป์ไม่มีอะไรซับซ้อนนะครับ ปุ่มเปิดปิดปกติ ไม่มี Standby เหมือนแอมป์ใหญ่ มีปุ่มปรับเสียงทุ้ม-กลาง-แหลม เหมือนแอมป์ทั่วไป และปรับเสียงแตก  คาแร็คเตอร์จะออก Marshall Plexi ครับ

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Happy wedding เพื่อนหมู

ผมกับหมูรู้จักกันต้องย้อนไปสมัยเรียนมหาลัยตั้งแต่ 2538 จนจบปี 2542 ก็เริ่มสนิทกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จนต้นเดือนสิงหาคม 2559 หมูส่งข่าวว่ากูจะแต่งงานแล้วนะ ก็อดยินดีกับเพื่อนไม่ได้

ผมเห็นหมูคบกับบุ๋มแฟนเค้า ตั้งแต่สมัยที่หมูเริ่มทำงานที่อบต.ใหม่ๆ ตอนนั้นน่าจะปี 2546-47 ผมยังทำงานโรงงานแถวสมุทรปราการอยู่ สองคนนี้คบกันเรื่อยมาจนมาถึงวันนี้

หมูถามผมว่าจะให้เชิญใครมั่ง ผมเลยตอบว่าแล้วแต่มึง มึงเจ้าของงาน อยากให้ใครไปก็บอกคนนั้น ไม่อยากให้ใครไปก็ไม่ต้องบอก สมัยเรียนแก๊งค์พี่หมูเค้าจะมี 3 คน อีก 2 คนคือ เปี๊ยกกับเจี๊ยบ ผมอาสาเป็นธุระติดต่อให้

งานมีภาคเช้ากับเย็นวันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2559 มานั่งคิดว่าถ้าไปงานเย็นกว่าจะเลิกก็มืดจะกลับบ้านยังไง แล้วเช้ามาทำงานอีก เลยเปลี่ยนมางานเช้าดีกว่า ซึ่งเราต้องเดินทางไปถึงระยองสายๆวันเสาร์ที่ 27 นอนค้าง 1 คืน แล้วไปงานเช้า เสร็จแล้วก็กลับบ่ายๆ

จัดการเช็คการเดินทางเรียบร้อย ผมไปกลับโดยบริการรถตู้ที่อนุเสาวรีย์ ส่วนเปี๊ยกนั่งเครื่องมาจากเชียงใหม่เลยและถึงก่อนผมพักใหญ่ ผมมาถึงท่าเรือบ้านเพเกือบๆบ่าย 3 ติดต่อเปี๊ยกไม่ได้ เลยให้หมูมารับก่อน ไม่นานก็เจอทั้งสองคน เปี๊ยกมากับแฟนและพักด้วยกัน ทำให้ผมต้องหาบังกะโลนอนพักคนเดียว

ได้ที่พักจากการเป็นธุระให้ของเสี่ยหมูก็ไปกินข้าวกัน ทีร้านครัวป้าดำ สั่งมาแค่ 4 อย่าง แต่กับข้าวจานใหญ่และสดมาก อาหารเต็มโต๊ะ กินกันเปรมเลย ถ่ายรูปได้พักหมูขอแยกตัวไป ส่วนผมกับเปี๊ยกไปกินกันต่อที่โรงแรมที่เปี๊ยกพักถึง 4 ทุ่ม

กลับมาอาบน้ำเสร็จ เช็คไลน์ เช็คข่าวในเน็ต ห้องที่นอนค่อนข้างอับสัญญาณพอควร  กว่าจะได้นอนร่วมเที่ยงคืน

ตื่นมา 6 โมงอาบน้ำเก็บของ เปี๊ยกมารับผมตอน 7 โมงครึ่ง ไปถึงงานฝนตกหนักพอดี แต่ขบวนขันหมากเค้าก็เดินหน้าครับ คนมาร่วมงานเยอะมาก ร่วมๆ 500 คนได้ เราอยู่ร่วมพิธีจนเสร็จงาน คุยกับเจ้าบ่าวพักนึงก็ขอตัวกลับ

ขากลับเปี๊ยกมาส่งผมที่ตลาดร้อยเสา เป็นที่ขายของฝากที่ระยองครับ ได้ขนมมาเยอะ แล้วก็ให้รถตู้มารับที่นี่ ขับซิ่งเหมือนเดิม พอ 5 โมงก็ถึงอนุเสาวรีย์โดยสวัสดิภาพ ยินดีกับบ่าวสาวด้วยนะครับ J


วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559

HBD my wife


7 สิงหาคม 2559

 วันอาทิตย์เช้าหมูดำมีเรียนเปียโนเหมือนเดิม เสร็จแล้วต้องเข้าไปบ้านปู่แก่ กลางวันแวะกินไก่ทอดบอนชองรองท้องก่อน  ตอนเย็นออกไปทานข้าวกันที่ร้านแถวพุทธมณฑลสาย 1  กลับมาตัดเค้กฉลองวันเกิดเจี๊ยบย้อนหลัง 1 วัน อิ่มแปร้กันไป