วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ภาค 8 : 26 ตค.57 วันที่ 4 ไปตลาดอะเมโยโกะ-ห้างทาเคยะ

เดินกลับทางเดิมลงไปที่ Subway เสียค่าตั๋วไปอีก170 Y เพื่อไปลงสถานีอูเอโนะ ไม่กี่อึดใจถึงสถานีอูเอโนะขึ้นมาด้านบนเกิดคำถามในทัวร์หมาแหงนขึ้นว่าจะเอายังไงระหว่าง
(อันนี้ให้ดูร้านราเม็งในสถานีรถไฟใต้ดินอุเอโนะครับพื้นที่ไม่มีต้องยืนกินเอา)
1.ถ้าตามแผนที่ เราจะไปตลาดอะเมโยโกะ เดินผ่านสถานีรถไฟไปก็ถึงแล้ว กับ
2.เสียเงินค่ารถไฟไปอีก 1 สถานีเพื่อเดินไปตลาดอะเมโยโกะ ซึ่งเราก็เสียเงินซื้อบัตร One day pass มาด้วย
สรุปว่าเราเลือกคำตอบที่ 1 ครับแต่ปัญหาคือ มันออกประตูไหนล่ะ? ผมยืนดูหน้าร้าน Hardrock Café กับเป้แป๊บเดียวหันมาอีกทีเจี๊ยบหายไปแล้ว ไอ้เราก็คิดว่าป้าหลงทางแน่นอน เอาไงดี??? ยืนรอพักนึงเจี๊ยบก็มาบอกว่าไปเดินหาทางที่จะไป
เดินออกมานอกสถานีเป็นถนนให้ข้ามไปเราไม่แน่ใจว่าใช่ตลาดอะเมโยโกะที่เราต้องการหรือเปล่า แต่มาขนาดนี้แล้วและจากโพยมันก็บอกว่าอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟต้องใช่ดิ่ ว่าแล้วก็ข้ามถนนไป
ข้ามถนนมามีถนนคนเดินเข้าไปช่องแรกป้ายเป็นภาษาญี่ปุ่นอ่านไม่ออกว่าใช่มั้ย? มีคนยืนแจกใบปลิวอยู่เราเลยเข้าไปถามเค้าว่าใช่ตลาดอะเมโยโกะมั้ย? เค้าบอกว่าอยู่ถนนถัดไปมีป้ายตัวใหญ่เลยล่ะ เราขอบคุณและเดินมุ่งตรงไปทางนั้น
ระหว่างนั้นเป้ถามว่าพ่อจบที่ไหนมา? ผมงงคำถามลูกถามว่าอะไรนะลูก? เป้พูดต่อว่าแม่จบ ม.กรุงเทพ จบสายคณิตวิทย์ แต่พูดอังกฤษไม่ได้เลย พ่อจบสายศิลป์ภาษายังคุยอังกฤษได้ ผมได้แต่หัวเราะบอกว่าพ่อไม่ได้เก่งอะไรลูกมันต้องกล้าที่จะพูดด้วย ถ้าฟังออกแต่ไม่กล้าพูดก็ไม่มีวันจะคุยกับเค้าได้หรอก ผิดถูกว่ากันอีกเรื่อง
เดินไปนิดเดียวก็เจอตลาดครับ หันไปทางซ้ายเจอร้านขายผลไม้ด้านหน้าเป็นตลาดสดดีๆนี่เอง 
เจอร้านขายเมล่อนเสียบไม้ ตามลายแทงเค้าแนะนำว่าให้ซื้อเราก็ซื้อครับ ชิ้นนึงราคา 105 Y เป้บอกหวานอร่อยมาก ระหว่างที่ยืนกินตาลุงคนขายไล่เราไม่ให้มายืนเกะกะหน้าร้าน โหยยยย....รู้งี้ไม่ซื้อของร้านมันหรอก
ซักพักมีทางแยก 2 ทางทางซ้ายดูจอแจอึดอัดกว่า เราเลยไปทางขวาครับ 
เริ่มจะมีร้านอาหารเข้ามาบ้าง มีร้านเสื้อผ้า ร้านรองเท้าเต็มไปหมด

ส่วนร้านขนมที่เราต้องการไม่เจอครับสงสัยอยู่อีกทาง 
มีร้านนึงขายรองเท้าผมเข้าไปดูด้านในมีโอนิสึกะไทเกอร์ขาย มีป้ายภาษาไทยบอกว่าของแท้ 100% ทำในประเทศญี่ปุ่น ดูราคาแล้วแพงฉิบหายตกคู่ละ 4,000 บาท ราคาไม่หนีจากเมืองไทยเลย สังเกตว่าร้านนี้ไม่มีลุกค้าเลยซักคนครับเงียบเหงามาก คนขายก็หน้าตาซังกะตายจริงๆ เฮ้ออออ
เดินออกมาจนถึงทางออกก็เจอถนนครับเห็นตึกม่วงแต่ไกลอยู่อีกฝั่ง เราต้องข้ามถนนไป(อีกแล้ว)
ข้ามถนนมาเจอร้านขายยาร้านใหญ่เลย เราเข้าไปถามยาตัวนึงที่เป็นออเดอร์จากเมืองไทย ถามคนขาย คนขายถามกลับว่ามันคือยาอะไร? นั่นดิ่...เรายังไม่รู้เลยเพราะคนฝากไม่ได้บอกว่ามันเป็นยาอะไร เค้าเลยบอกไม่รู้จัก จบข่าว

ไล่ๆกันมีร้านยูนิโคล่สาขาใหญ่เชียวล่ะ เล็งๆไว้ก่อน เดินไป 2 เมตรเป็นสะพานข้ามแยกตัดขวาง  ใต้นั้นเป็นทางเข้ารถไฟ JR สถานีโอคาชิมาชิ ครับตรงตามโพยที่เราทำมาพอดี เลยไปอีก 20 เมตรเจอสี่แยกครับตึกม่วงอยู่ตรงข้ามพอดี

เวลา 14.30 น. เป้บ่นหิวข้าวแล้ว เรายังไม่ได้กินข้าวกลางวันกัน ยืนหาร้านข้าวมีที่ไหนมั่งหว่า? ตอนเดินเลยสถานีโอคาชิมาชิ คุ้นๆว่ามีร้านราเม็งอยู่เลยเดินย้อนไป มีร้านอาหาร 2 ร้านติดกันครับ ร้านซ้ายเป็นราเม็งหยอดเหรียญ ทางขวาเป็นร้านแบบขึ้นเหลาหน่อยเป็นเซ็ทเมนู ดูราคาก็เป็นสู้ได้ เป้ตัดสินใจอยู่นานสุดท้ายเลือกร้านราเม็งหยอดเหรียญ เราเข้าไปในร้านกัน
 ในร้านเป็นเคาเตอร์บาร์เดี่ยว ต่างคนต่งกินครับ ต้องทำเวลาหน่อยเพราะคนรอเก้าอี้นั่งเยอะมาก ใครที่รอไม่ไหวก็ยืนกินกันเลย  ผมดูที่หน้าร้านแล้วว่าทุกเมนูราคาไม่เท่ากันเราก็หยอดเหรียญตามเมนูที่เราอยากกินซะ เมื่อได้คูปองแล้วก็ยื่นให้ที่ร้านแล้วเค้าจะทำอาหารให้ เสร็จก็หาที่นั่งกินอย่างเร็ว จนลืมดูสองคนนั้นไปว่าทำไม่เป็น  สุดท้ายก็ต้องแยกกันนั่งไปคนละมุม อาหารรสชาดดีครับไม่มีเวลาถ่ายรูปเพราะคนยืนต่อคิวเราเยอะมาก เสร็จแล้วรีบเอาถาดชามไปคืนเพื่อให้คนอื่นมานั่งต่อ

ข้ามถนนมาตึกม่วง กางแผนที่ห้างออกมาเกิดการถกเถียงอีกว่า ไปไหนก่อนดี? ใช้แผนเดิมขึ้นลิฟท์ไปข้างบนสุดแล้วไล่ลงมา มารอบนี้ยังแอบหวังรองเท้าหนังกับกระเป๋าทำงานอยู่ครับว่าต้องมีอะไรติดมือกลับไปบ้าง ส่วนเจี๊ยบดูร่มแต่ไม่ได้ติดมือมา สุดท้ายผมได้น้ำหอมมา ส่วนเจี๊ยบกับเป้ไปได้ขนมมาชุดใหญ่ ใช้เวลาไปนานพอสมควรออกมาจากห้างเกือบๆ 5 โมงเย็น 

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ภาค 8 : 26 ตค.57 วันที่ 4 เที่ยววัดเซ็นโซจิ(2)

เราเดินเลาะด้านข้างขวาของตลาดด้านหน้าวัดเซนโซจิ ซึ่งคนยังไม่พลุกพล่านเท่ากับตรงกลางถนนนากามิเซะ ผู้คนเยอะแยะไปหมด บรรยากาศต่างจากที่เรามาเมื่อปี 2008 มาก เดินมาจนสุดทางร้านค้าและถึงปากประตูวัด จำได้ว่าร้านสุดท้ายจะมีซาลาเปาทอดกับซอฟครีมอยู่ติดกัน วันนี้ร้านซอฟครีมหายไปมีร้านอื่นมาแทน คงเหลือแต่ร้านซาลาเปาทอดเท่านั้น 
เคยอ่านหนังสือหลายๆเล่มบอกว่า คนญี่ปุ่นเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วจะแต่งงาน ผู้ชายจะทำงานหาเงินโดยมากมันจะทำงานบริษัท ผู้หญิงเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกไป พอถึงเวลาเกษียณเค้าจะมองหาธุรกิจตัวนึงที่พอจะประคับประคองชีวิตยามชราได้ โดยใช้เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตนั่นล่ะเป็นเงินทุน ดังนั้นเราจะเห็นร้านค้าหลายๆร้านเจ้าของเป็นคนแก่ซะส่วนมาก การที่ร้านเค้าปิดตัวไปแล้วมีร้านใหม่มาแทนจึงเท่ากับกิจการต้องปิดตัวลงให้คนที่พร้อมกว่ามาสู้รบแทน โลกแห่งธุรกิจไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิดเสมอไป...
อย่างที่บอกวันนี้คนเยอะมาก และแน่นอนมีแต่ภาษาไทยลอยมาเต็มไปหมด แหม...นึกได้เลยว่าต่อไปเราจะได้เจออะไรบ้าง
เจอโคมแดงและยักษ์ 2 ตนหน้าวัดเหมือนแลนด์มาร์คของที่นี่ ไม่ถ่ายรูปไม่ได้ ว่าแล้วก็เอาซะหน่อย
เข้ามาเราก็ดำเนินพิธีกรรมตามหลักศาสนาครับ ส่วนการโบกควันจากกระถางธูปเข้าหาตัวเราเป็นการนำโชคลาภและสุขภาพดีไปกับตัวเรา  อย่างที่บอกว่าคนไทยเยอะแยะส่งภาษากันลั่นวัด หลายๆคนไม่ได้ต่อแถวก็มาเบียดเราซะกระเด็น 
ผมยืนรอเจี๊ยบกับเป้อยู่พักใหญ่ ดูนาฬิกาก็เที่ยงกว่าๆแล้วได้เวลาที่เราจะมูฟไปที่อื่นต่อ ลงมาด้านล่างเป้บอกอยากได้เครื่องลางติดตัวซักอย่างนึง 
ไปดูร้านค้าของวัดเห็นราคาก็พอจะเดาออกว่าเอาเรื่องแฮะ เป้เห็นราคาก็บ่นว่าแพงจังไม่มีถูกกว่านี้แล้วเหรอ? สุดท้ายไม่ได้อะไรติดมือมา กลับๆๆๆ
อากาศก็ร้อนเป้ก็ร้องหิวข้าวเจี๊ยบเห็นร้านน้ำแข็งใส เราจึงแวะซื้อก่อน จากจุดนี้มองไปเห็น Tokyo Sky Tree ครับ สวยมากๆ
จากนั้นเดินเลาะทางซ้ายของถนนนากามิเซะ ไปเจอร้านขายของที่ระลึก เจี๊ยบอยากได้ตุ๊กตาดารุมะกับตุ๊กตาแมว 
ดะรุมะ (ญี่ปุ่น: だるま daruma ?) เป็นตุ๊กตาไม้ ของญี่ปุ่น มีลักษณะกลมไม่มีแขนและขา โดยหน้าตาจะคล้ายคลึงกับพระโพธิธรรม (ซึ่งชื่อว่า ดะรุมะ ในภาษาญี่ปุ่น) มีหมวดและเครา โดยส่วนมากตุ๊กตาดะรุมะจะมีสีแดง แต่อาจจะมีสีอื่นบ้าง เช่น สีเหลือง สีเขียว หรือสีขาว ตรงบริเวณคางจะมีการเขียนคำขอพรไว้ สมัยเอโดะส่วนใบหน้าผม ของตุ๊กตาดารุมะมีลักษณะความหมายดั่งนี้ เคราคล้ายต้นสน รอบดวงหน้าคือไม้ไผ่และจมูกคือต้นพลัม ต้นไม้ทั้งหมดเป็นไม้มงคลสำหรับการดำรงชีวิตที่ดีและยืนยาว สมัยปัจจุบันก็มีการเปรียบเทียบใบหน้าดังนี้คือ ขนคิ้วเป็นนกกระเรียน และมีหนวดเคราเป็นเต่า มีความหมายที่แสดงถึงชีวิตที่ยืนยาวด้วยเช่นกัน ส่วนตัวอักษรที่เขียนนั้นก็แล้วแต่ว่าเราอยากจะเขียนอักษรที่มีความหมายดีๆ ลงไป ส่วนใหญ่ก็มักจะเกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าต่างๆ ภายนอกทาด้วยสีแดงให้เหมือนกับอาภรณ์ของนักบวช ตุ๊กตาดะรุมะ สามารถหาซื้อได้บริเวณ วัดพุทธในประเทศญี่ปุ่น ราคาประมาณ 1,000 เยน สำหรับตัวเล็ก (สูง 15 ซม.) ถึงราคา 10,000 เยน สำหรับตัวใหญ่ (สูง 60 ซม.)
การขอพรกับตุ๊กตาดะรุมะ ทำได้โดยใช้หมึกสีเขียนตาดำข้างหนึ่งของตุ๊กตาและทำการขอพร และจะเก็บตุ๊กตาไว้บนหิ้ง โดยเมื่อพรสมหวังจะเติมตาอีกข้างให้สมบูรณ์ จะเห็นได้จากช่วงการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งจะมีการเติมตาของดะรุมะ(ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%B0) 
ส่วนแมวกวักนำโชค( มาเนะกิ เนะโกะ (Maneki Neko, 招き猫) หรือ แมวนางกวัก ซึ่งภาษาญี่ปุ่น มาเนะคิ หมาถึง , เชื้อเชิญ และ เนะโกะ หมายถึง แมว เป็นรูปปั้นแมวตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นว่าจะนำโชค นำลาภ สำหรับร้านค้าก็จะดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้านเช่นเดียวกับนางกวักของไทย หน้าตาของแมวมาเนะกิ เนะโกะ นี้ คล้ายคลึงกับแมวพันธุ์พื้นเมืองของญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่ไม่มีหาง ที่เรียกว่า เจแปนนิส บ๊อบเทล (Japanese Bobtail)


ความเชื่อเรื่องแมวนำโชคนี้มีมานานกว่า 400 ปีมาแล้ว ตามตำนานเล่าว่ามีหญิงชราคนหนึ่ง มีฐานะยากจนมาก แต่ก็พยายามจะเจียดอาหารเท่าที่มีแบ่งเลี้ยงแมวที่เธอรัก แต่วันหนึ่งเธอก็ไม่สามารถเลี้ยงแมวตัวนั้นต่อไปได้อีก เธอจึงนำมันไปปล่อย คืนนั้นเธอนอนร้องไห้ด้วยความเสียใจ แล้วเธอก็ฝันเห็นแมวมาบอกให้เธอปั้นรูปแมวด้วยดินเหนียว แล้วจะทำให้โชคดี หญิงชราตื่นขึ้นมาก็ปั้นแมวด้วยดินเหนียวตามความฝัน วันนั้นมีแขกมาหา และขอซื้อแมวตัวนั้นไป ยิ่งหญิงชราปั้นแมวมากเท่าใด ก็มีคนมาขอซื้อมากขึ้นเท่านั้น ในที่สุดเธอก็มีเงินมากพอที่จะเลี้ยงแมวที่เธอรักอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมา ก็เลยเป็นที่ร่ำลือว่า แมวเป็นสัตว์นำโชค จึงมีการปั้นและวางแมวกวักไว้ตามที่ต่าง ๆ นับแต่นั้นมา     

ปัจจุบัน ตามสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่นหรือแม้แต่ในประเทศไทยเองก็ตาม สามารถพบเห็น มาเนะกิ เนโกะ อยู่ทั่วไป มีหลากหลายขนาดและสีสัน บางส่วนก็ทำกลไกให้มือซ้ายสามารถขยับในลักษณะกวักเข้าหาตัวได้ด้วย ในขณะที่มืออีกข้างนึงก็ถือเหรียญไว้ เพราะมีความเชื่อว่า ถ้าแมวที่เลี้ยงไว้ยกขาหน้าขึ้นเสมอหูข้างซ้ายแล้ว จะมีคนมาหา ถ้าเป็นร้านค้าก็จะมีลูกค้าเข้าร้าน 

หลังจากนั้นมากคนญี่ปุ่น ก็มีความเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์นำโชค จึงมีการทำเป็นแมวนางกวักที่เราได้เห็นๆ กันทั่วไป แต่มีข้อสังเกตด้วยว่า แมวที่กวักมือซ้ายจะเรียกคนเข้าร้าน ยิ่งยกแขนกวักสูงแค่ไหน ก็เรียกคนได้มากแค่นั้น แต่ถ้ากวักมือขวา เป็นการเรียกเงินทอง และความโชคดีเข้าบ้าน 
 
ส่วนแมวสามสีกวักมือซ้ายที่ถือว่าโชคดีที่สุด เงินทองไหลมากเทมา และแมวสีดำ ผู้หญิงญี่ปุ่นก็มีความเชื่อว่าสามารถใช้เป็นเครื่องรางป้องกันภัยอันตรายทั้งปวงได้

แมวกวักนำโชคญี่ปุ่น

กวักมือซ้าย                                       เรื่องการงาน

กวักมือขวา                                       เรื่องโชคลาภ

แมวถือลูกแก้ว, แมวพนมมือ                 การขอพร
(ข้อมูลจาก http://www.gstjapan.com/article_detail.php?ID=26&type=6)

เจี๊ยบเข้าไปร้านนี้นานพอดู จนสุดท้ายก็ได้มาจนได้ เดินเลยไปอีกนิดเจอร้านขายขนมก็แวะอีก
เสร็จจากร้านขนมเดินออกมาทางออกเดิมเจอร้านขายร่ม มีบัญชีของเจี๊ยบต้องซื้อร่มด้วย แวะดูมีแต่ของ Waterfront ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายเราเพราะเมืองไทยก็มีเลยผ่านไป 
ตรงหัวมุมถนนมีร้านอาหารอยู่ 2 ร้านคนต่อแถวรอคิวยาวมากๆเป็นที่น่าเชื่อว่าอร่อยแน่นอน แต่เราไม่ได้กินนะครับ แฮะๆๆ
ร้านซูชิที่มากินกันคราวก่อน

เดินมาซักพักปวดฉี่กันหมดเลยแวะเข้าไปในแมคโดนัลล์ ห้องน้ำดันมีห้องเดียวด้วยผมเลยเข้าทีหลัง ผมเดินตามมาทีหลังแวะดูอะไรไปเรื่อยเปื่อยหันมาอีกที มีนักบวชองค์นึงเราเห็นตั้งแต่ขามาละยืนสงบนิ่งอยู่ตรงนี้ เป้วิ่งเอาเหรียญไปให้ ท่านจึงกวักมือเรียกแล้วเอาระฆังในมือเคาะใส่หัวไปทีนึง