วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ภาค 8 : 26 ตค.57 วันที่ 4 เที่ยววัดเซ็นโซจิ(2)

เราเดินเลาะด้านข้างขวาของตลาดด้านหน้าวัดเซนโซจิ ซึ่งคนยังไม่พลุกพล่านเท่ากับตรงกลางถนนนากามิเซะ ผู้คนเยอะแยะไปหมด บรรยากาศต่างจากที่เรามาเมื่อปี 2008 มาก เดินมาจนสุดทางร้านค้าและถึงปากประตูวัด จำได้ว่าร้านสุดท้ายจะมีซาลาเปาทอดกับซอฟครีมอยู่ติดกัน วันนี้ร้านซอฟครีมหายไปมีร้านอื่นมาแทน คงเหลือแต่ร้านซาลาเปาทอดเท่านั้น 
เคยอ่านหนังสือหลายๆเล่มบอกว่า คนญี่ปุ่นเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วจะแต่งงาน ผู้ชายจะทำงานหาเงินโดยมากมันจะทำงานบริษัท ผู้หญิงเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกไป พอถึงเวลาเกษียณเค้าจะมองหาธุรกิจตัวนึงที่พอจะประคับประคองชีวิตยามชราได้ โดยใช้เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตนั่นล่ะเป็นเงินทุน ดังนั้นเราจะเห็นร้านค้าหลายๆร้านเจ้าของเป็นคนแก่ซะส่วนมาก การที่ร้านเค้าปิดตัวไปแล้วมีร้านใหม่มาแทนจึงเท่ากับกิจการต้องปิดตัวลงให้คนที่พร้อมกว่ามาสู้รบแทน โลกแห่งธุรกิจไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิดเสมอไป...
อย่างที่บอกวันนี้คนเยอะมาก และแน่นอนมีแต่ภาษาไทยลอยมาเต็มไปหมด แหม...นึกได้เลยว่าต่อไปเราจะได้เจออะไรบ้าง
เจอโคมแดงและยักษ์ 2 ตนหน้าวัดเหมือนแลนด์มาร์คของที่นี่ ไม่ถ่ายรูปไม่ได้ ว่าแล้วก็เอาซะหน่อย
เข้ามาเราก็ดำเนินพิธีกรรมตามหลักศาสนาครับ ส่วนการโบกควันจากกระถางธูปเข้าหาตัวเราเป็นการนำโชคลาภและสุขภาพดีไปกับตัวเรา  อย่างที่บอกว่าคนไทยเยอะแยะส่งภาษากันลั่นวัด หลายๆคนไม่ได้ต่อแถวก็มาเบียดเราซะกระเด็น 
ผมยืนรอเจี๊ยบกับเป้อยู่พักใหญ่ ดูนาฬิกาก็เที่ยงกว่าๆแล้วได้เวลาที่เราจะมูฟไปที่อื่นต่อ ลงมาด้านล่างเป้บอกอยากได้เครื่องลางติดตัวซักอย่างนึง 
ไปดูร้านค้าของวัดเห็นราคาก็พอจะเดาออกว่าเอาเรื่องแฮะ เป้เห็นราคาก็บ่นว่าแพงจังไม่มีถูกกว่านี้แล้วเหรอ? สุดท้ายไม่ได้อะไรติดมือมา กลับๆๆๆ
อากาศก็ร้อนเป้ก็ร้องหิวข้าวเจี๊ยบเห็นร้านน้ำแข็งใส เราจึงแวะซื้อก่อน จากจุดนี้มองไปเห็น Tokyo Sky Tree ครับ สวยมากๆ
จากนั้นเดินเลาะทางซ้ายของถนนนากามิเซะ ไปเจอร้านขายของที่ระลึก เจี๊ยบอยากได้ตุ๊กตาดารุมะกับตุ๊กตาแมว 
ดะรุมะ (ญี่ปุ่น: だるま daruma ?) เป็นตุ๊กตาไม้ ของญี่ปุ่น มีลักษณะกลมไม่มีแขนและขา โดยหน้าตาจะคล้ายคลึงกับพระโพธิธรรม (ซึ่งชื่อว่า ดะรุมะ ในภาษาญี่ปุ่น) มีหมวดและเครา โดยส่วนมากตุ๊กตาดะรุมะจะมีสีแดง แต่อาจจะมีสีอื่นบ้าง เช่น สีเหลือง สีเขียว หรือสีขาว ตรงบริเวณคางจะมีการเขียนคำขอพรไว้ สมัยเอโดะส่วนใบหน้าผม ของตุ๊กตาดารุมะมีลักษณะความหมายดั่งนี้ เคราคล้ายต้นสน รอบดวงหน้าคือไม้ไผ่และจมูกคือต้นพลัม ต้นไม้ทั้งหมดเป็นไม้มงคลสำหรับการดำรงชีวิตที่ดีและยืนยาว สมัยปัจจุบันก็มีการเปรียบเทียบใบหน้าดังนี้คือ ขนคิ้วเป็นนกกระเรียน และมีหนวดเคราเป็นเต่า มีความหมายที่แสดงถึงชีวิตที่ยืนยาวด้วยเช่นกัน ส่วนตัวอักษรที่เขียนนั้นก็แล้วแต่ว่าเราอยากจะเขียนอักษรที่มีความหมายดีๆ ลงไป ส่วนใหญ่ก็มักจะเกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าต่างๆ ภายนอกทาด้วยสีแดงให้เหมือนกับอาภรณ์ของนักบวช ตุ๊กตาดะรุมะ สามารถหาซื้อได้บริเวณ วัดพุทธในประเทศญี่ปุ่น ราคาประมาณ 1,000 เยน สำหรับตัวเล็ก (สูง 15 ซม.) ถึงราคา 10,000 เยน สำหรับตัวใหญ่ (สูง 60 ซม.)
การขอพรกับตุ๊กตาดะรุมะ ทำได้โดยใช้หมึกสีเขียนตาดำข้างหนึ่งของตุ๊กตาและทำการขอพร และจะเก็บตุ๊กตาไว้บนหิ้ง โดยเมื่อพรสมหวังจะเติมตาอีกข้างให้สมบูรณ์ จะเห็นได้จากช่วงการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งจะมีการเติมตาของดะรุมะ(ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%B0
ส่วนแมวกวักนำโชค( มาเนะกิ เนะโกะ (Maneki Neko, 招き猫) หรือ แมวนางกวัก ซึ่งภาษาญี่ปุ่น มาเนะคิ หมาถึง , เชื้อเชิญ และ เนะโกะ หมายถึง แมว เป็นรูปปั้นแมวตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นว่าจะนำโชค นำลาภ สำหรับร้านค้าก็จะดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้านเช่นเดียวกับนางกวักของไทย หน้าตาของแมวมาเนะกิ เนะโกะ นี้ คล้ายคลึงกับแมวพันธุ์พื้นเมืองของญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่ไม่มีหาง ที่เรียกว่า เจแปนนิส บ๊อบเทล (Japanese Bobtail)


ความเชื่อเรื่องแมวนำโชคนี้มีมานานกว่า 400 ปีมาแล้ว ตามตำนานเล่าว่ามีหญิงชราคนหนึ่ง มีฐานะยากจนมาก แต่ก็พยายามจะเจียดอาหารเท่าที่มีแบ่งเลี้ยงแมวที่เธอรัก แต่วันหนึ่งเธอก็ไม่สามารถเลี้ยงแมวตัวนั้นต่อไปได้อีก เธอจึงนำมันไปปล่อย คืนนั้นเธอนอนร้องไห้ด้วยความเสียใจ แล้วเธอก็ฝันเห็นแมวมาบอกให้เธอปั้นรูปแมวด้วยดินเหนียว แล้วจะทำให้โชคดี หญิงชราตื่นขึ้นมาก็ปั้นแมวด้วยดินเหนียวตามความฝัน วันนั้นมีแขกมาหา และขอซื้อแมวตัวนั้นไป ยิ่งหญิงชราปั้นแมวมากเท่าใด ก็มีคนมาขอซื้อมากขึ้นเท่านั้น ในที่สุดเธอก็มีเงินมากพอที่จะเลี้ยงแมวที่เธอรักอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมา ก็เลยเป็นที่ร่ำลือว่า แมวเป็นสัตว์นำโชค จึงมีการปั้นและวางแมวกวักไว้ตามที่ต่าง ๆ นับแต่นั้นมา     

ปัจจุบัน ตามสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่นหรือแม้แต่ในประเทศไทยเองก็ตาม สามารถพบเห็น มาเนะกิ เนโกะ อยู่ทั่วไป มีหลากหลายขนาดและสีสัน บางส่วนก็ทำกลไกให้มือซ้ายสามารถขยับในลักษณะกวักเข้าหาตัวได้ด้วย ในขณะที่มืออีกข้างนึงก็ถือเหรียญไว้ เพราะมีความเชื่อว่า ถ้าแมวที่เลี้ยงไว้ยกขาหน้าขึ้นเสมอหูข้างซ้ายแล้ว จะมีคนมาหา ถ้าเป็นร้านค้าก็จะมีลูกค้าเข้าร้าน 

หลังจากนั้นมากคนญี่ปุ่น ก็มีความเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์นำโชค จึงมีการทำเป็นแมวนางกวักที่เราได้เห็นๆ กันทั่วไป แต่มีข้อสังเกตด้วยว่า แมวที่กวักมือซ้ายจะเรียกคนเข้าร้าน ยิ่งยกแขนกวักสูงแค่ไหน ก็เรียกคนได้มากแค่นั้น แต่ถ้ากวักมือขวา เป็นการเรียกเงินทอง และความโชคดีเข้าบ้าน 
 
ส่วนแมวสามสีกวักมือซ้ายที่ถือว่าโชคดีที่สุด เงินทองไหลมากเทมา และแมวสีดำ ผู้หญิงญี่ปุ่นก็มีความเชื่อว่าสามารถใช้เป็นเครื่องรางป้องกันภัยอันตรายทั้งปวงได้

แมวกวักนำโชคญี่ปุ่น

กวักมือซ้าย                                       เรื่องการงาน

กวักมือขวา                                       เรื่องโชคลาภ

แมวถือลูกแก้ว, แมวพนมมือ                 การขอพร
(ข้อมูลจาก http://www.gstjapan.com/article_detail.php?ID=26&type=6)

เจี๊ยบเข้าไปร้านนี้นานพอดู จนสุดท้ายก็ได้มาจนได้ เดินเลยไปอีกนิดเจอร้านขายขนมก็แวะอีก
เสร็จจากร้านขนมเดินออกมาทางออกเดิมเจอร้านขายร่ม มีบัญชีของเจี๊ยบต้องซื้อร่มด้วย แวะดูมีแต่ของ Waterfront ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายเราเพราะเมืองไทยก็มีเลยผ่านไป 
ตรงหัวมุมถนนมีร้านอาหารอยู่ 2 ร้านคนต่อแถวรอคิวยาวมากๆเป็นที่น่าเชื่อว่าอร่อยแน่นอน แต่เราไม่ได้กินนะครับ แฮะๆๆ
ร้านซูชิที่มากินกันคราวก่อน

เดินมาซักพักปวดฉี่กันหมดเลยแวะเข้าไปในแมคโดนัลล์ ห้องน้ำดันมีห้องเดียวด้วยผมเลยเข้าทีหลัง ผมเดินตามมาทีหลังแวะดูอะไรไปเรื่อยเปื่อยหันมาอีกที มีนักบวชองค์นึงเราเห็นตั้งแต่ขามาละยืนสงบนิ่งอยู่ตรงนี้ เป้วิ่งเอาเหรียญไปให้ ท่านจึงกวักมือเรียกแล้วเอาระฆังในมือเคาะใส่หัวไปทีนึง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น