(อันนี้ให้ดูร้านราเม็งในสถานีรถไฟใต้ดินอุเอโนะครับพื้นที่ไม่มีต้องยืนกินเอา)
1.ถ้าตามแผนที่ เราจะไปตลาดอะเมโยโกะ เดินผ่านสถานีรถไฟไปก็ถึงแล้ว กับ
2.เสียเงินค่ารถไฟไปอีก 1 สถานีเพื่อเดินไปตลาดอะเมโยโกะ ซึ่งเราก็เสียเงินซื้อบัตร One day pass มาด้วย
สรุปว่าเราเลือกคำตอบที่ 1 ครับแต่ปัญหาคือ มันออกประตูไหนล่ะ? ผมยืนดูหน้าร้าน Hardrock Café กับเป้แป๊บเดียวหันมาอีกทีเจี๊ยบหายไปแล้ว ไอ้เราก็คิดว่าป้าหลงทางแน่นอน เอาไงดี??? ยืนรอพักนึงเจี๊ยบก็มาบอกว่าไปเดินหาทางที่จะไป
เดินออกมานอกสถานีเป็นถนนให้ข้ามไปเราไม่แน่ใจว่าใช่ตลาดอะเมโยโกะที่เราต้องการหรือเปล่า แต่มาขนาดนี้แล้วและจากโพยมันก็บอกว่าอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟต้องใช่ดิ่ ว่าแล้วก็ข้ามถนนไป
ข้ามถนนมามีถนนคนเดินเข้าไปช่องแรกป้ายเป็นภาษาญี่ปุ่นอ่านไม่ออกว่าใช่มั้ย? มีคนยืนแจกใบปลิวอยู่เราเลยเข้าไปถามเค้าว่าใช่ตลาดอะเมโยโกะมั้ย? เค้าบอกว่าอยู่ถนนถัดไปมีป้ายตัวใหญ่เลยล่ะ เราขอบคุณและเดินมุ่งตรงไปทางนั้น
ระหว่างนั้นเป้ถามว่าพ่อจบที่ไหนมา? ผมงงคำถามลูกถามว่าอะไรนะลูก?
เป้พูดต่อว่าแม่จบ ม.กรุงเทพ จบสายคณิตวิทย์ แต่พูดอังกฤษไม่ได้เลย
พ่อจบสายศิลป์ภาษายังคุยอังกฤษได้
ผมได้แต่หัวเราะบอกว่าพ่อไม่ได้เก่งอะไรลูกมันต้องกล้าที่จะพูดด้วย ถ้าฟังออกแต่ไม่กล้าพูดก็ไม่มีวันจะคุยกับเค้าได้หรอก ผิดถูกว่ากันอีกเรื่องเดินไปนิดเดียวก็เจอตลาดครับ หันไปทางซ้ายเจอร้านขายผลไม้ด้านหน้าเป็นตลาดสดดีๆนี่เอง
เจอร้านขายเมล่อนเสียบไม้ ตามลายแทงเค้าแนะนำว่าให้ซื้อเราก็ซื้อครับ ชิ้นนึงราคา 105 Y เป้บอกหวานอร่อยมาก ระหว่างที่ยืนกินตาลุงคนขายไล่เราไม่ให้มายืนเกะกะหน้าร้าน โหยยยย....รู้งี้ไม่ซื้อของร้านมันหรอก
ซักพักมีทางแยก 2 ทางทางซ้ายดูจอแจอึดอัดกว่า เราเลยไปทางขวาครับ
เริ่มจะมีร้านอาหารเข้ามาบ้าง มีร้านเสื้อผ้า ร้านรองเท้าเต็มไปหมด
ส่วนร้านขนมที่เราต้องการไม่เจอครับสงสัยอยู่อีกทาง
มีร้านนึงขายรองเท้าผมเข้าไปดูด้านในมีโอนิสึกะไทเกอร์ขาย มีป้ายภาษาไทยบอกว่าของแท้ 100% ทำในประเทศญี่ปุ่น ดูราคาแล้วแพงฉิบหายตกคู่ละ 4,000 บาท ราคาไม่หนีจากเมืองไทยเลย สังเกตว่าร้านนี้ไม่มีลุกค้าเลยซักคนครับเงียบเหงามาก คนขายก็หน้าตาซังกะตายจริงๆ เฮ้ออออ
เดินออกมาจนถึงทางออกก็เจอถนนครับเห็นตึกม่วงแต่ไกลอยู่อีกฝั่ง เราต้องข้ามถนนไป(อีกแล้ว)
ข้ามถนนมาเจอร้านขายยาร้านใหญ่เลย เราเข้าไปถามยาตัวนึงที่เป็นออเดอร์จากเมืองไทย ถามคนขาย คนขายถามกลับว่ามันคือยาอะไร? นั่นดิ่...เรายังไม่รู้เลยเพราะคนฝากไม่ได้บอกว่ามันเป็นยาอะไร เค้าเลยบอกไม่รู้จัก จบข่าว
ไล่ๆกันมีร้านยูนิโคล่สาขาใหญ่เชียวล่ะ เล็งๆไว้ก่อน เดินไป 2 เมตรเป็นสะพานข้ามแยกตัดขวาง ใต้นั้นเป็นทางเข้ารถไฟ JR สถานีโอคาชิมาชิ ครับตรงตามโพยที่เราทำมาพอดี เลยไปอีก 20 เมตรเจอสี่แยกครับตึกม่วงอยู่ตรงข้ามพอดี
เวลา 14.30 น. เป้บ่นหิวข้าวแล้ว เรายังไม่ได้กินข้าวกลางวันกัน ยืนหาร้านข้าวมีที่ไหนมั่งหว่า? ตอนเดินเลยสถานีโอคาชิมาชิ คุ้นๆว่ามีร้านราเม็งอยู่เลยเดินย้อนไป มีร้านอาหาร 2 ร้านติดกันครับ ร้านซ้ายเป็นราเม็งหยอดเหรียญ ทางขวาเป็นร้านแบบขึ้นเหลาหน่อยเป็นเซ็ทเมนู ดูราคาก็เป็นสู้ได้ เป้ตัดสินใจอยู่นานสุดท้ายเลือกร้านราเม็งหยอดเหรียญ เราเข้าไปในร้านกัน
ในร้านเป็นเคาเตอร์บาร์เดี่ยว ต่างคนต่งกินครับ ต้องทำเวลาหน่อยเพราะคนรอเก้าอี้นั่งเยอะมาก ใครที่รอไม่ไหวก็ยืนกินกันเลย ผมดูที่หน้าร้านแล้วว่าทุกเมนูราคาไม่เท่ากันเราก็หยอดเหรียญตามเมนูที่เราอยากกินซะ เมื่อได้คูปองแล้วก็ยื่นให้ที่ร้านแล้วเค้าจะทำอาหารให้ เสร็จก็หาที่นั่งกินอย่างเร็ว จนลืมดูสองคนนั้นไปว่าทำไม่เป็น สุดท้ายก็ต้องแยกกันนั่งไปคนละมุม อาหารรสชาดดีครับไม่มีเวลาถ่ายรูปเพราะคนยืนต่อคิวเราเยอะมาก เสร็จแล้วรีบเอาถาดชามไปคืนเพื่อให้คนอื่นมานั่งต่อ
ข้ามถนนมาตึกม่วง กางแผนที่ห้างออกมาเกิดการถกเถียงอีกว่า ไปไหนก่อนดี? ใช้แผนเดิมขึ้นลิฟท์ไปข้างบนสุดแล้วไล่ลงมา มารอบนี้ยังแอบหวังรองเท้าหนังกับกระเป๋าทำงานอยู่ครับว่าต้องมีอะไรติดมือกลับไปบ้าง ส่วนเจี๊ยบดูร่มแต่ไม่ได้ติดมือมา สุดท้ายผมได้น้ำหอมมา ส่วนเจี๊ยบกับเป้ไปได้ขนมมาชุดใหญ่ ใช้เวลาไปนานพอสมควรออกมาจากห้างเกือบๆ 5 โมงเย็น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น