วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ภาค 5 : 23 ตค.57 วันที่ 1 ถึงญี่ปุ่นแล้ว

15..20 น.ตามเวลาท้องถิ่น เครื่องบินลงจอด ณ สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น เราเดินตามผู้โดยสารคนอื่นออกมา 
จนมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง คราวก่อนผมเจอจนท.ผู้หญิงถามละเอียดยิบ แต่มาคราวนี้ไม่ใช่ครับ มีป้ายภาษาไทยบอกว่ามองที่กล้องแสดงว่ามีคนไทยมาเที่ยวเยอะจริงๆ เค้าถามอะไรนิดหน่อยใช้เวลาไม่ถึงนาทีก็เสร็จเรียบร้อยเสร็จแล้วก็มารอกระเป๋าซึ่งใช้เวลานานมากๆเกือบๆชั่วโมง เมื่อได้กระเป๋าเสร็จก่อนทางออกจะมีตำรวจสอบถามอีกครั้ง ก็ถามว่ามากี่คน มาทำอะไร พักที่ไหนแค่นั้นเอง 
ออกจากด่านนี้ก็งงครับ เพราะสนามบินใหญ่โตใช้ได้ ผมกางโพยออกเราต้องไปขึ้นนาริตะเอ็กซ์เพรสเพื่อเดินทางไปยังโตเกียว ซึ่งในโพยมีแผนที่บอกอยู่ว่าเราต้องไปทาง SOUTH WING ติดบันไดเลื่อน เอ....แล้วมันต้องเดินไปทางไหนแล้วตอนนี้เราอยู่ที่ไหนล่ะ? ลองเดินสุ่มไปครั้งแรกเกิดความไม่แน่ใจ เลยไปอีกทางยิ่งงหนัก เจอแต่ทางไปรถไฟใต้ดินอีกสาย สุดท้ายผมเลยวิ่งไปถามแอร์ฯแถวนั้น เค้าก็บอกว่าเราไปทางโน้นแล้วจะเจอป้ายบอกทาง โอเค

เราเดินย้อนไปทางแรก เหมือนจะเจอทางตันครับ พอดีมี INFORMATION CENTER บอกเค้าว่าเราจะไปนาริตะ เอ็กซ์เพรส ซื้อตั๋วได้ที่ไหน? เค้าบอกให้ลงบันไดเลื่อนไปชั้นใต้ดิน เราก็ลงไป พอลงไปปุ๊บมีทางแยกไปด้านซ้าย-ขวา-ตรงไป เอาไงดีวะ???

จากนั้นเห็นแว๊ปๆว่าอีก 20 เมตรมีตำรวจอยู่ ผมรีบลากกระเป๋าไปหาตำรวจแล้วถามทางไปนาริตะเอ็กซ์เพรส ตำรวจไม่ตอบครับเค้ากวักมือเรียกให้ผมตามมา จากที่เดินตามมาต้องลงบันไดไปชั้นล่าง ปรากฏเป็นสถานีใหญ่เลย มองไปด้านขวาเป็นห้องใหญ่ๆห้องนึง มีคนไทยยืนมุงเต็มไปหมด อ่านผ่านๆเขียนว่า JR ผมถามตำรวจว่าอันนี้หรือเปล่า? เค้าบอกไม่ใช่ให้ตามเค้ามา  เจี๊ยบก็บอกว่าอันตะกี้ไม่ใช้เหรอ พอผมยืนมองดูดีๆถึงได้รู้ว่าเป็นห้องที่มาเปลี่ยนเป็น JR RAIL PASS

17.00 น. แล้วตำรวจก็พาเรามาถึงเคาเตอร์ขายตั๋วนาริตะฯเป็นเคาเตอร์เล็กๆ 2 ช่องครับ มีเจ้าหน้าที่ 2 คนคนซ้ายหน้าตาเป็นมิตรดีน่าจะสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และช่องที่ว่างดันเป็นช่องขวาเจ้าหน้าที่ผู้ชายมาดนุ่มนิ่ม พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ผมพูดอังกฤษเค้าตอบเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่คุยกันรู้เรื่อง....เออแปลกดี เราได้อานิสงค์ที่เค้าปรับครึ่งราคานาริตะเอ็กซ์เพรส(เที่ยวเดียว) ประหยัดเงินได้หลายเยน เรามารถเที่ยว 16.40 ไม่ทัน(ก็แหงละ) ทีนี้ได้เวลาไปรอที่ชานชาลากันล่ะ นาริตะเอ็กเพรสจะมีความพิเศษที่ว่าเป็นรถเร็วที่วิ่งตรงถึงโตเกียวและระบุที่นั่ง นั่งมั่วๆไม่ได้นะครับเพราะแต่ละโบกี้จะเปิดประตูเฉพาะปลายทางที่เราลงเท่านั้น

ด้วยความที่เราไม่เคยนั่งนาริตะฯเลยไม่รู้ว่าช่องที่เรายืนมันตรงโบกี้ที่จะไปหรือเปล่า? เจอคนไทยยืนรอรถเหมือนกันเราเลยถามว่าใช่แถวที่รอนาริตะฯมั้ย? เค้าบอกไม่ใช่ แต่ผมดูจากเซ็นท์แล้วเจ๊นี่มั่วแหงๆ เลยเดินไปแล้วถามลุงคนทำความสะอาด แกบอกว่าแถวที่ผมยืนต้องเดินไปทางโน้นแล้วบอกให้รีบไปรถจะมาแล้ว

เราเจอแถวที่ว่าแล้ว จริงๆมันจะมีจอมอนิเตอร์บอกว่าตรงนี้แถวอะไร(เราไม่ดูเอง แฮะๆๆๆ) แล้วเราก็เจอครอบครัวคนไทยที่โดยสารมาด้วยกันบนเครื่อง เค้าถามเราว่าเราจะไปนาริตะเอ็กเพรสหรือเปล่า? บ้านเราบอกว่าเราจะไปลงที่ชินากาวะแล้วเราก็บอกทริคการนั่งและการสังเกตโบกี้ที่เราเพิ่งรู้ตะกี้ไป ยืนไปได้แป๊บมีอาเจ๊เจ้าหน้าที่มาบอกเราว่ารอจะมาแล้วนะ พอรถจอดเราเลยขอแชะภาพเป็นที่ระทึกหน่อย
17.20 น. รอไฟมาตรงเวลา ผมและเจี๊ยบรีบลากกระเป๋าไปหาที่นั่งที่เราจองก่อน เดินๆไปก็เจอที่นั่งที่ว่า โบกี้นี่โล่งเลย เป้นั่งกับเจี๊ยบไป ส่วนผมนั่งเก้าอี้ด้านหลังคนเดียว จากข้อมูลที่เราศึกษามาตรงประตูทางเข้าโบกี้จะมีที่วางกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ครับ มีสายคล้องล็อคเสร็จสรรพ ด้วยความที่เราทำไม่เป็นก็เลยไม่กล้ากลัวล็อคไม่ได้ หรือล็อคแล้วแก้ไม่ออก เลยลากกระเป๋ามาตรงที่นั่งให้เกะกะขาดี
 จนมีผัวเมียญี่ปุ่นคู่นึงมานั่งใกล้ๆที่เรานั่งเค้าก็บอกว่ายูเอากระเป๋าไปไว้ตรงนั้นซิ? ผมเลยลองใหม่มันจะมีรหัสล็อค 4 ตัว ก็ทดลองล็อคแล้วปลด ทำอยู่ 2 ครั้งจนแน่ใจว่าเป็นละ จึงเอากระเป๋าไว้ตรงนั้น สบายไป ส่วนเจี๊ยบใจไม่กล้าพอเก็บกระเป๋าไว้ตรงเบาะนั่ง


17.40 น.รถไฟวิ่งออกมาพักใหญ่ ผ่านมาหลายสถานีละ นี่แค่ 5 โมงเย็นแต่มืดตื๋อเลย มองผ่านจอทีวีจะบอกว่าตอนนี้เราวิ่งผ่านอะไรบ้าง และจะใช้เวลากี่นาทีถึงสถานีต่อไป

18.15 น. ถึงสถานีโตเกียว รถวิ่งนานหรือเปล่าไม่รู้ครับ? รู้แต่นั่งจนตูดด้านเลย โบกี้ที่เราขึ้นเงียบมากๆมีอยู่ 4-5 คนแค่นั้น ผมเผลองีบหลับไปแป๊บนึงก็ตื่นมาดูจอทีวีตลอด กันนั่งเลย แฮะๆๆๆ

18.40 น. ถึงสถานีชินากาวะ ตามเวลาแป๊ะ เราเดินออกมาจะต่อรถไปโอโมริ ด้วยความที่ไม่ได้มานานหลายปีเริ่มงงๆทาง และสถานีก็ใหญ่ด้วย เดินไปทางนั้นก็ไม่คุ้น ไปทางนี้ก็ไม่ใช่ ยืนเอ๋ออยู่พักใหญ่ สุดท้ายเดินไปถามเคาเตอร์ขายตั๋วและเราก็ไม่แน่ใจว่าแค่ตั๋วนาริตะฯพอมั้ยต้องซื้อตั๋วเพิ่มหรือเปล่า?  เค้าก็ชี้ทางให้เราไปทางนั้นและบอกไม่ต้องซื้อ เรางงๆแต่ก็กะว่าถ้าตอนออกประตูออกไม่ได้ค่อยว่ากัน

มาถึงชานชาลาที่ว่าเจอป้ายที่บอกไปโอโมริก็ตะกายเข้าไปคนแน่นใช้ได้ ซักพักไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงโอโมริ(3 สถานี) ออกจากสถานีอาการเอ๋อมาอีกแล้วไปทางไหนหว่า?  ตัดสินใจออกทางขวาดู เดินออกมาไม่คุ้นทางเลย มองโลกในแง่ดีว่าไม่ได้มาหลายปีคงเปลี่ยนไปเยอะ เดินไปเรื่อยๆขึ้นเนินยิ่งงหนัก ฝนก็เริ่มตกลงมา  เจอป้าแถวนั้นตัดสินใจถามคำแรกว่า “ซูมิมาเซ I want to go to Art Hotels” ว่าแล้วก็ยื่นแผนที่รร.ภาษาญี่ปุ่นให้ป้าดู ป้ายืนดูพักนึงแล้วก็บอก อาโน......จากนั้นป้าก็พ่นภาษาญี่ปุ่นมาเต็มไปหมด ฟังไม่ออกเลย แต่ดูจากลักษณะและท่าทางการสื่อสารแล้ว ป้าไม่รู้ทางแน่นอน ป้าสาธยายอะไรอยู่นานร่วมๆครึ่งชม.ซึ่งเราฟังไม่ออก เราจะเดินหนีไปก็เกรงใจในความพยายามของแกจึงฟังจนแกพูดเสร็จ

ผมตัดสินใจจะเดินย้อนกลับไปที่สถานีรถไฟแล้วเดินไปอีกทาง เจอร้านโอโตยะกับโยชิโนยะ กะว่าขอไปเก็บกระเป๋าก่อนค่อยออกมากิน เดินคลำมาเรื่อยๆเจอห้างเซยูเริ่มใจชื้น ตรงๆมาอย่างเดียวแต่.......เริ่มงงอีกละ จะหลงมั้ยเนี่ยเอาไงดี ถามคนแถวนั้นไปเรื่อยๆไม่มีใครรู้จักซักคน ฝนก็ลงเม็ดปรอยๆทำให้เราต้องทำอะไรซักอย่าง
 
มีร้านอิซากายะแถวนั้นมีผู้ชายยืนสูบบุหรี่อยู่เข้าไปถามเค้าก็บอกให้เดินไปที่สะพานลอยๆนึง

เจอตึกใหญ่ๆตึกนึงคุ้นๆว่าเป็นทางผ่านที่ใกล้รร.เราเลยเริ่มมีความหวัง สุดท้ายเจอสะพานลอยปริศนาที่เราเคยมาคราวก่อนใกล้รร. ใช่ละมันอยู่แถวนี้ล่ะ แต่อยู่ซอยไหนล่ะ?

ถามลุงที่อยู่หน้าร้านเหล้าเค้าบอกอยู่ซอยหน้านี่ล่ะ ไชโยๆๆๆๆๆๆๆๆ 
20.00 น.มาถึงรร.ไม่น่าเชื่อว่าเราใช้เวลาเดินทางได้ขนาดนี้ ไปเช็คอินเอาใบจองที่ปริ้นท์มายื่นให้พร้อมจ่ายค่ารร.เป็นเงิน 46,500 Y แรกๆคิดว่าจะมีชาร์ทเพิ่มมั้ย? ไม่มีครับ ผมถามว่าคีย์การ์ดอยู่ไหน? เค้างงภาษาปะกิต....ผมเลยบอกไม่เป็นไร(เดี๋ยวกรูเข้าห้องไม่ได้ค่อยมาถามอีกที) 
ขึ้นลิฟท์ไปชั้น 15 ประตูเปิดมา ห้องเล็กกว่าที่คิด มี 2 เตียงเดี่ยว กับ1 เตียงเสริมซึ่งดัดแปลงจากโซฟาอีกที 

เก็บกระเป๋าเสร็จนั่งเล่นซักพักจึงออกมาหาข้าวเย็นกิน ถามเป้จะกินอะไร เจอร้านนั้นร้านนี้ไม่เอาจะกินราเม็งท่าเดียว จนจะ 20.30 แล้วยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง ร้านก็จะปิดเหลือแต่ร้านเหล้าด้วยซิ ตัดปัญหาด้วยการเข้าร้านอุด้งร้านนึงเห็นมีเซ็ทเมนูน่ากินทีเดียว เลยจัดไป

เจี๊ยบสั่งอุด้งเย็น พนักงานคนทำเป็นคนรับออเดอร์ หยิบชามมาให้เราดู 2 ขนาด อ้อ...ชามเล็กหรือใหญ่ เสร็จแล้วเอาน้ำแข็งมาให้ดู กับกาน้ำชา เป็นการส่งภาษามือที่เข้าใจง่ายดีครับ
ร้านเค้าจะเสิรฟ์อาหารมาเราต้องหยิบถาดแล้วนำชามใส่ถาด มีท็อปปิ้งอื่นๆเช่นเท็มปุระซึ่งคิดเงินเพิ่มนะ ผมเลือกมาอย่างละชิ้น 3 อย่างอะไรมั่งไม่รู้ดูไม่ออก แล้วก็จ่ายเงินไป 3 ชาม 1,555 Y ทางขวามือจะมีอุปกรณ์อื่นๆพนักงานร้านเค้ามาแนะนำเราอีก ได้แก่ผักโรย(ต้นหอม) น้ำซุปผมตักใส่ถ้วยไปซดต่างหาก 1 ถ้วย แป้งเท็มปุระ เป้ชอบมากๆ แล้วก็มีพวกวาซาบิ มัสตาร์ทใส่ซองสำเร็จรูป น้ำชาฟรี แล้วค่อยหาที่นั่งกัน

เริ่มที่น้ำซุปอร่อยมากๆ คนญี่ปุ่นบอกว่าอาหารจะอร่อยมั้ยดูที่น้ำซุปครับ ถ้าน้ำซุปอร่อยรับประกันว่าอาหารอร่อยแน่นอน เส้นเหนียวนุ่มดี รสชาดรวมๆออกมาดีหมด ส่วนเจี๊ยบสั่งชามใหญ่แน่นอนกินไม่หมด เป้ก็เหลือแต่ในความอิ่มที่เหลือนั้นเจ้าตัวบอกใช้ได้
แวะแฟมิลี่มาร์ทเจ้าประจำเราได้ขนมติดมือมานิดหน่อย กลับมาที่ห้องเก็บสัมภาระต่างๆแล้ววางแผนเดินทางในวันรุ่งขึ้นกัน กว่าจะได้นอนร่วมๆเที่ยงคืนได้
ชานมคาราเมลในลายแทงเวปเที่ยวญี่ปุ่นบอกให้ลองครับ รสชาดแปลกๆ -"-
ค่าใช้จ่ายวันที่ 1
ลำดับ
ค่าใช้จ่าย
ราคา(Y)
1
ค่ารถไฟนาริตะเอ็กซ์เพรส
3,750(3 คน) 
2
ค่าโซบะ 
1,555 
3
ค่าชานมคาราเมลร้านแฟมิลี่
173
4
ค่าโรงแรม                           
76,500 
5
ค่าน้ำเปล่าขวดใหญ่                     
89

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ภาค 4 : 23 ตค.57 วันที่ 1 ออกเดินทางครับ !!!

หลังจากเก็บข้อมูลได้ครบถ้วนแล้วก็ได้เวลาออกเดินทางกันครับ

23 ตุลาคม 2557
03.00 น.วันนี้ตื่นแต่เช้าหน่อยเพราะเราต้องไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิซึ่งไกลจากบ้านเราพอควร เครื่องออก 07.40 น.
เราต้องเช็คอินก่อนเครื่องออกอย่างน้อย 1 ชม.ตีเวลาเดินทางอีก 1 ชั่วโมงเท่ากับว่าตี 4 – ตี 4 ครึ่งเราต้องออกจากบ้านละ ทำให้เราต้องตื่นเช้าอย่างน้อย 1 ชั่วโมงเพื่อการแต่งตัวและเช็คสัมภาระรอบสุดท้าย

04.30 น.ได้เวลาเดินทาง ย่าอ้วนติดต่อพี่ต่อแท็กซี่ซอยบ้านเราไว้ครับ ทุ่นเรื่องการลากกระเป๋าจากบ้านออกไปปากซอย(บ้านเราอยู่ซอยลึกครับ รถเข้าไม่ได้) ตอนแรกๆเราคิดว่ารถน่าจะติดมากเพราะเป็นวันหยุดเลยขึ้นทางด่วน แต่วันนี้รถพอเคลื่อนตัวไปได้จนเราถึงที่หมาย

05.20 น.ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เราไม่ได้มาที่นี่นานหลายปี ภายในดูแปลกตาไปเยอะ เจี๊ยบเดินนำจะไปหยิบรถเข็นแต่เหมือนจะใช้งานไม่เป็นเลยแก้เกี้ยวว่าเข็นกระเป๋าเองไม่ต้องเอารถเข็นก็ได้ ผมจับพิรุธได้ว่าสงสัยใช้ไม่เป็นล่ะซิ เราต้องกดลงตรงมือจับถึงจะบังคับทิศทางได้หรอก อิอิ

เรานั่งการบินไทยครับ ก่อนอื่นต้องมาดูที่บอร์ดว่าเช็คอินที่ช่องไหน เวลาเท่าไหร่ ปรากฎว่าเป็น GATE JH

05.40 น.เนื่องจากเรามาถึงไวทำให้พอมีเวลาเดินเล่น แต่เราขี้เกียจลากกระเป๋าเดินทางไปโน่นไปนี่ เลยโหลดกระเป๋าก่อน บ้านเรามีกระเป๋า 2 ใบ ใบแรกใส่เสื้อผ้าเต็มใบ ใบที่สองกระเป๋าเปล่า รวมน้ำหนักได้ 28.2 กก.(3 คนเราได้น้ำหนัก 90 กก. ขากลับนี่สบายๆแน่นอน) จากนั้นจึงมานั่งกรอกใบตม. เจี๊ยบปริ้นท์โพยไว้ เราก็เอามาเป็นไกด์ในการกรอก ส่วนเป้แม้จะอยู่ป.3แล้วยังไม่สามารถ เจี๊ยบเลยต้องกรอกให้ เป้มีหน้าที่เซ็นชื่ออย่างเดียว 
จากนั้นเราก็เข้าสู่กระบวนการตรวจคนเข้าเมือง(จริงๆน่าจะเรียกว่าตรวจคนออกจากเมืองมากว่านะ แฮะๆๆ) เห็นคนเข้าเดินไปทางไหนเราก็เดินตามไป เดี๋ยวนี้ขั้นตอนไวกว่าเดิมแต่เดินไกลขึ้นนะ ไม่ถึง 30 นาทีเราก็ออกมาเดินลอยชายแถวหน้า หน้าร้าน DUTY FREE ละ สังเกตพวกพนักงานในร้าน DUTY FREE ที่นี่ไม่ค่อยมี SERVICE MIND เหมือนพนักงานตามห้างเลย ของก็ใช่ว่าจะน่าซื้อเพราะของมันก็เหมือนในห้างเปี๊ยบต่างกันแค่ราคาแค่นั้น ผมจึงไม่สนใจอะไรเดินไปจนถึง GATE  E8 ยังมีคนรอไม่กี่คน เป้ก็บ่นหิวน้ำเลยบอกว่ารอแป๊บลูกเดี๋ยวไปกินบนเครื่องดีกว่า
07.00 น.ประตูเปิดให้เราเข้าไปต่อคิวด้านล่าง ลงไปนั่งข้างล่างไม่ทันไรคนมาเพียบคาดว่าน่าจะเต็มลำครับ ใครว่าคนไทยจนขอเถียงเลย สักพักเป้ปวดท้องดีที่เข้าห้องน้ำในนี้ก่อนไม่งั้นได้ไปตีลังกากับห้องน้ำบนเครื่องแน่ๆ
07.20 น. ประตูชั้นที่ 2 เปิดด้วยความที่คนเยอะและเป็นพี่ไทยแม้จะมีการต่อแถวบ้างอะไรบ้าง แต่ก็ยังมีคนมั่วนิ่มแทรกแถวเรื่อยๆ 
07.40 น. เครื่องบินออกเดินทาง ไม่น่าเชื่อว่าการบินไทยทำเวลาได้ดี เพราะใช้เวลาแค่ 20 นาทีก็สามารถออกได้ละ
บ้านเรานั่งแถวกลางครับ มี 4 ที่นั่ง ผมนั่งติดผู้ชายชาวญี่ปุ่นน่าจะเป็นนักธุรกิจ เจี๊ยบกับเป้นั่งติดกัน สักพักเค้าก็มีเครื่องดื่มมาเสิรฟ์  ผมอยากรู้ว่าน้ำแดงๆสีเข้ามคืออะไร ชิมไปเป็นน้ำมะเขือเทศ ขอชื่นชมแอร์การบินไทยครับ เที่ยวบินนี้ดูแลเอาใจใส่ดีมากๆ เรารีเครสอะไรไปหาให้เราได้หมด
09.00 น. มีอาหารมาให้ทานครับ ผมกับเป้เลือกออมไรซ์กับไส้กรอก รสชาดพอแก้ขัดได้ ไม่ได้อร่อยมากมายนะครับ ส่วนเจี๊ยบเลือกข้าวหมูกระเทียมหน้าตาดูน่ากินกว่าของผมอีก ยังคิดอยู่ว่าเป้กินออมไรซ์เป็นเหรอ? และแน่นอนเหลือเพียบครับ ซักพักเริ่มบ่นหิวนั่นหิวนี่ต่อ

นั่งไปซักพักเป้บ่นปวดฉี่ ห้องน้ำมีห้องเดียวเราก็ต้องมายืนรอ ระหว่างที่รอมีคู่แม่ลูก เด็กยังเป็นเด็กเล็กๆอยู่ แล้วก็มีครอบครัวนึง พักนึงเป้ก็ได้เข้าไป ส่วนผมให้แม่ลูกเข้าต่อ แม่ลูกคู่นี้ใช้เวลานานมากร่วมชม.ได้ เราก็เข้าใจว่าธุระส่วนตัวแต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากัน จนผมและครอบครัวนั้นได้ยินเสียงประตูเปิดแต่เปิดไม่ได้ดังมากและนาน(ประตูมีกลอน 2 ชั้น) จนเราหันมองหน้ากันและคุยว่าเค้าคงเปิดประตูไม่เป็นแน่ๆ คุณแม่ของครอบครัวนี้เลยตะโกนไปห้องน้ำว่ามีกลอนอีกอันนึงอยู่ด้านบนขวา ตะโกนได้พักนึงก็เหมือนจะไม่ได้ผล ยังมีเสียงที่คนในห้องพยายามจะเปืดประตูแล้วก็เงียบไปร่วมนาที จากนั้นสองแม่ลูกคู่นี้ก็ออกมาแล้วก็บอกว่า เด็กเล่นประตูค่ะ แต่เราดูก็รู้ว่าเจ๊แกคงจะปล่อยไก่แก้เก้อมากกว่า

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ภาค 3 : อัตราแลกเปลี่ยน

มาว่ากันเรื่องที่จำเป็นต่อมาๆนั่นคือ BUDGET และ EXCHANGE RATE

ผมว่า BUDGET เป็นเรื่องใหญ่ในการเที่ยวเมืองนอกลำดับแรกๆสำหรับใครหลายๆคนรวมถึงผมด้วย ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมาบ้านเราถึงไม่ได้ไปไหนเลยด้วยความที่เราก็เคยคิดเหมือนคนอื่นๆว่า ค่าใช้จ่ายเยอะมากๆและมีภาระทางการเงินเยอะแยะไปหมด

ในปีต่อมาๆเราจึงเริ่มมองอะไรที่ใกล้ตัวและค่าใช้จ่ายไม่สูงอย่าง สิงคโปร์ ซึ่งสิงคโปร์ก็ถือว่าเป็นประเทศนึงที่ดีและเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิตให้ผมและครอบครัวเป็นอย่างมาก ฉะนั้นการจะไปเที่ยวไหนก็แล้วแต่เปรียบเทียบเหมือนกับการซื้อของซักชิ้น ถ้าเรารู้ว่าของที่เราจะซื้อเราจะได้อะไรจากมันมาบ้าง บวกลบแล้วคุ้มค่ากับการลงทุนและไม่เดือดร้อนก็ทำไปเถอะครับ แต่ถ้าจะทำแล้วการเงินชักหน้าไม่ถึงหลังเป็นหนี้เป็นสินก็พักไว้ก่อนดีกว่า

ในการเที่ยวครั้งนี้ อย่างที่ว่าไว้คราวก่อน เราทำการบ้านเรื่องค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน ถามว่าดูตัวอย่างจากไหน

1.เวปทัวร์ต่างๆ ถ้าเข้าไปดูแพคเกจทัวร์อย่างเช่น HIS THAILAND จะมีบอกหมด เช่นไป 5 วัน 3 คืน(แบบของเรา) ค่าใช้จ่ายตลอดทริป 4X,XXX (ไม่รวมนั่นรวมนี่) ซึ่งเราสามารถเทียบเป็นไกด์ได้คร่าวๆเบื้องต้น

2.อากู๋ หรือ Google เราสามารถหาทุกสิ่งได้ในกูเกิ้ลและแน่นอนเวปพันธ์ทิพย์ ซึ่งเราสามารถเทียบเคียงข้อมูลคนที่มารีวิวไว้แล้วซึ่งใกล้เคียงกับความต้องการของเราได้ด้วย

3.ถ้าเรามีจุดมุ่งหมายที่จะทำได้แก่

   3.1 ของที่จะซื้อราคาเท่าไหร่ ถามว่าจะรู้ได้ไง ย้อนกลับไปข้อ 2 คือเวปไซด์สินค้าตัวนั้นๆหรือร้านที่ขาย หรืออย่างแย่ๆคือ รีวิวในพันธฺทิพย์ซึ่งหลายๆคนมักจะเอามาอวดกันไว้ว่าซื้อมาเท่าไหร่(กูซื้อมาถูกกว่ามึงว่างั้น)

   3.2 สถานที่ที่จะไป มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เช่นไปวัด ศาลเจ้า มีค่าทำบุญ , ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าขนมระหว่างทาง อันนี้เราต้องประมาณการเอาเองแล้วว่า อาหารแต่ละมื้อเราตั้งงบไว้เท่าไหร่ มีงบค่าใช้จ่ายขนมหรือของระหว่างทางวันละเท่าไหร่

   3.3 ค่าเดินทางในแต่ละวัน อันนี้เป็นตัวแปรสำคัญอย่างนึง ซึ่งเรามีตัวช่วย 2 อย่างคือ

         3.3.1 JAPAN RAIL PASS เป็นตั๋วรถไฟสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะมีระยะเวลาบอกว่าใช้ได้กี่วัน ต่ำสุดคือ 7 วัน ข้อดีคือ นั่งรถไฟกี่เที่ยวก็ได้ ไปไหนก็ได้(ภายในโซนที่เค้ากำหนดไว้ หลักๆคือ JR ภายในโตเกียวนั่นล่ะ SUBWAY ใช้ไม่ได้นะครับ) ข้อเสียคือ แพงฉิบหาย

        3.3.2 หากเราไม่ได้ตะบี้ตะบันเที่ยวหลายๆที่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อ JR Rail Pass ซึ่งราคาแพงมาก(ตกคนละ  29,110 Y หรือ 8 พันกว่าบาท) เราก็มีอีกทางเลือกหนึ่งคือ การซื้อตั๋วเป็นครั้งๆไปสำหรับการเดินทางไม่เยอะและไม่ไกลมาก และการซื้อตั๋ว 1 Day pass ซึ่งเหมาะกับการเดินทางไปหลายๆสถานที่และมีราคาที่ถูกมากๆ(เทียบกับ JR Rail Pass) ถามว่าบ้านเราใช้วิธีไหน เราใช้ทั้งสองวิธีตามข้อนี้ครับ ทั้งนี้เราจะดูจากโปรแกรมที่เราวางไว้เป็นหลัก

ตัวช่วยอีกตัวในการคำนวนค่าใช้จ่ายรถไฟคือ www.hyperdia.com ซึ่งเป็นเวปคำนวนเส้นทางรถไฟ JR ในเวปจะบอกเวลาเดินรถ ใช้เวลาในการเดินทางเท่าไหร่ มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ต่อสายที่ 1 ไปสายที่ 2 ชื่อสายอะไร ฯลฯ เรียกว่าเวปนี้เวปเดียวเอาอยู่ แต่...ใช่ว่าเวปจะคำนวนถูกเสมอไปนะครับ ยังไงควรหาแผนที่รถไฟ JR มาแล้วดูเปรียบเทียบและวิเคราะห์ตามไปด้วย เพราะเวปนี้เค้าจะคำนวนโดยใช้ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายน้อยสุด ซึ่งบางทีคุณอาจจะต้องการนั่งรถชมวิว หรือ อย่างกรณีของผมที่จะไปดีสนีย์ทั้งที่ต้องต่อรถแค่ 2 ต่อปรากฎว่าเวปมันคำนวนให้ต่อรถ 4-5 ต่อที่ซึ่งไม่ตรงกับที่เราคิดไว้(ผลคือเราไม่เชื่อครับ อิอิ)

จากทั้งหมดที่กล่าวมา เราสามารถกำหนดค่าใช้จ่ายได้คร่าวๆแล้วว่าควรมี BUDGETที่เท่าไหร่ ถ้าเรารู้ว่าวันนี้เราไปไหน ทำอะไร นั่งรถสายอะไร กินมื้อละเท่าไหร่ รวมทริปนึงเราก็ตั้งงบประมาณได้ถูกละ

สำหรับผมมีตัวเลขในใจคร่าวๆแล้วว่ามีค่าใช้จ่ายสำหรับคน 3 คน/การเดินทาง 5 วันเท่าไหร่ และเงินสำรองฉุกเฉินที่ต้องพกไปเท่าไหร่ ทำให้เราจะต้องรู้ว่าควรดึงเงินสำรองก้อนไหน หรือจะระดมทุนมายังไง

สำหรับอัตราแลกเปลี่ยน ตอนนี้ค่าเงินดิ่งลงไปเรื่อยๆแล้วแต่ตัวท่านๆละกันครับ ดูแนวโน้มต่างๆ รวมถึงข่าวเศรษฐกิจด้วย แต่อย่าไปคิดอะไรมากถ้าจะหากำไรจากตรงนี้ เพราะการขึ้นเงินของอัตราแลกเปลี่ยนมันเป็นเรื่องปกติอยู่ดี เอาแค่ว่ามันลงตัวกับค่าใช้จ่ายที่เตรียมไว้ก็พอละ คิดมากปวดหัวเปล่าๆ

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ภาค 2 : ตั๋วเครื่องบินและโรงแรมที่พัก

มาต่อที่ภาค 2 กันนะครับ
พูดถึงการเดินทางสิ่งที่สำคัญอันดับแรกๆคงหนีไม่พ้นตั๋วเครื่องบินและการจองโรงแรมนี่เอง

มาว่าที่โรงแรมก่อน แว๊บแรกที่ผมคิดถึงคือ โรงแรม ART HOTELS โอโมริ ที่ทางบ้านเราเคยพักกัน แต่ด้วยความที่รร.มันฉีกออกมาทางนอกตัวเมือง ประกอบกับเพื่อนผมแนะนำว่าควรพักในเมืองซึ่งแม้ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าแต่เดินทางสะดวกกว่า ทำให้
1.ประหยัดค่าเดินทาง
2.ประหยัดค่ารถไฟ
3.มีเวลาเที่ยวเยอะขึ้น
4.มีรถชัตเตอร์บัสจากสนามบินนาริตะบริการส่งถึงหน้ารร.ย่านสำคัญๆด้วย(มีค่าใช้จ่าย)

แผนแรก ของผมคือ การมองหาโรงแรมที่อยู่ใจกลางเมืองและใกล้สถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะไปกัน มองไปรอบๆก็มี 2 แบบที่น่าสนใจคือ จ่ายแพงไปเลย กับแบบประหยัด มาว่าที่แบบจ่ายแพงก่อน พวกนี้คือ โรงแรมที่อยู่ในย่านธุรกิจ(Yamanote Line) และติดสถานีรถไฟหรือห่างจากสถานีไม่มากนัก อย่าง กินซ่า ฮาราจูกุ ชินจูกุ ชิบูยะ ส่วนแบบประหยัดก็มีทั้ง ที่ไกลจากสถานีรถไฟ และเป็นห้องน้ำรวม หรือ BACKPACE ซึ่งออกแนวที่พักแบบข้าวสาร

แบบราคาประหยัดคงเหมาะกับครอบครัวลุยๆที่ชอบเดินเยอะ ถึกลุยๆ และไม่มีสัมภาระมากนัก แต่คงไม่ใช่ครอบครัวผมแน่ๆ.......อันนี้ตัดไป

โรงแรมย่านธุรกิจจึงเป็นตัวเลือกที่เราไม่อยากเลือกนัก จึงพยายามหาอะไรที่มันกลางๆที่สุด ผมใช้วิธีเซิรท์ที่ GOOGLE คำว่า เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง , จองโรงแรมที่ญี่ปุ่น ส่วนมากจะเป็นในเวปพันธ์ทิพย์ซึ่งคุณสามารถหาทุกอย่างได้ที่นั่น มาจบที่ย่านอากิบาฮาระซึ่งอยู่ในเส้น YAMANOTE เดินทางไปอาซากุซะไม่ยาก มีรถรับส่งจากสนามบินถึงหน้าโรงแรมเลย และมีคนไทยทำรีวิวไว้เยอะมาก สุดท้ายผมจึงทำการจองรร.Metropolitan ที่อาซากุสะ ผ่านทางเวป BOOKING.COM ซึ่งหากเราเจอข้อเสนอที่ดีกว่าสามารถยกเลิกได้ฟรี อีกทั้งราคาก็ดีมากๆด้วย โดยจองไว้วันที่ 23 ตค.-27 ตค. เท่ากับว่าเรื่องห้องพักจบไปหนึ่งเรื่องละ

ต่อมา เราจึงเริ่มมองหาตั๋วเครื่องบิน ผมทำการทิ้งคำถามไว้ AGENCY ขายตั๋วหลายๆเจ้าซึ่งราคาที่ได้รับกลับมาไม่เป็นที่น่าพอใจนัก จนเราได้มาเห็นแอดตัวนี้ ทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น



ผมไปงานวันที่ 25 กค.ไปถึงงานก็ร่วมจะทุ่มนึงละ ในงานมีโปรตั๋วเครื่องบินอยู่ครับ ซึ่งเดิมเรามองสิงคโปร์แอร์ไลน์เพราะได้ใจบ้านเรามากจากการเดินทางครั้งก่อน แต่เหมือนเค้าไม่ได้ทำโปรมา ทำให้เรามีตัวเลือกเดียวคือการบินไทย ผมไปที่บู๊ทของบริษัททัวร์ยักษ์ใหญ่เจ้านึงที่บู๊ทคนเยอะมาก เข้าใจนะว่าคนเยอะทำให้การบริการขาดเกินๆแต่แค่คำถามผมว่ามีตั๋ววันนี้วันนั้นมั้ย ทำให้ผมเสียเวลารอเกือบๆชั่วโมงและราคาไม่น่าพอใจด้วย นี่เป็นเหตุให้ผมตัดสินใจเดินตรงไปบู๊ทการบินไทยเพื่อจองตั๋วเครื่องบิน

ผมให้เจ้าหน้าที่เช็คก่อนว่าวันเดินทางไปกลับมีตั๋วมั้ย? โชคดีที่มีตั๋วตัดปัญหาไปหนึ่ง ปัญหาต่อมาคือ บัตรเครดิตผมยังติดวงเงินต้องผ่อนของตัวนึงอยู่ถ้าต้องรูดบัตรอาจจะไม่ผ่าน ผมแจ้งปัญหาตรงๆกับทางนี้ว่า ผมมีบัตรอีกเจ้านึงจะใช้งานได้มั้ย? ปรากฎว่าธนาคารเจ้านี้ไม่เข้าร่วมโครงการ เอาละ.....ถ้าผมขอจ่ายเป็นเงินสดได้มั้ย(จะได้ไปถอนเงินสดมา) ทางการบินไทยไม่ยอมครับ บอกว่างานนี้รับแต่บัตรเครดิตเท่านั้น !!! ตายห่า ไม่เคยเจออะไรปวดหัวเท่านี้มาก่อน วิธีเดียวที่เค้าแนะนำให้ผมทำคือไปขอเพิ่มวงเงินบัตรเครดิตใบแรกซะดีที่สุด ผมเลยเดินขึ้นไปที่สาขาให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการให้และรีบลงมาอย่างไว

ลงมาเช็ควันเวลาอีกที ผ่านไปแค่ 10 นาทีปรากฎตั๋วไปกลับนาริตะ ขากลับมีปัญหาราคาไม่ใช่อย่างที่คิดแล้ว เค้าแนะนำให้ขากลับผมไปขึ้นเครื่องที่โอซาก้า ผมปฏิเสธทันทีเพราะทำไมผมต้องถ่อสังขารไปถึงโอซาก้า(คนละมุมเลย) ทำให้ผมต้องโทรปรึกษาเจี๊ยบตลอดว่าอะไรยังไง ทางการบินไทยก็บอกว่ากลับไปคิดที่บ้านก่อนก็ได้ยังมีเวลาเหลืออีก 2 วัน แต่ผมปฏิเสธเพราะขนาดขึ้นไปทำธุระแค่ 20 นาทีตั๋วยังหมด จนสุดท้ายผมถามถึงตั๋วกลับที่ฮาเนดะ ทำให้เราพบทางสว่างกัน เราจึงสามารถปิดดีลนี้ได้ตอน 3 ทุ่มตรง

แผนสอง เมื่อตั๋วเครื่องบินมาลงตัวที่การบินไทย ไปนาริตะ กลับฮาเนดะ ทำให้เราต้องมานั่งทบทวนโรงแรมที่เราจองเดิมไว้ เพราะขาไปแม้จะมีรถรับส่งจากสนามบินนาริตะไปโรงแรม แต่ใช้เวลาเดินทางร่วมๆ 3 ชั่วโมง ถ้าขากลับจากโรงแรมเมโทรโปลิแทน อากิบาฮาระไปสนามบินฮาเนดะแค่คิดก็ปวดหัวแล้ว เราจึงต้องมองหาตัวเลือกใหม่ที่ดีกว่า

ART HOTELS โอโมริถูกปัดฝุ่นมาอีกครั้ง ด้วยความที่ใกล้สนามบินฮาเนดะ มีรถรับส่งจากโรงแรมไปสนามบินฮาเนดะฟรี มีอาหารเช้าฟรี ห้องพักสะอาด และเราก็คุ้นเคยอยู่ ทำให้เราตัดสินใจไม่ยากเลย

แผนสาม ว่าด้วยกลยุทธ์การจองโรงแรมที่ดี ปกติผมใช้เวป BOOKING.COM ในการจองโรงแรมที่สิงคโปร์ด้วยเพราะหน้าตาเวปใช้งานง่าย แต่การมาครั้งนี้เราก็มีตัวเลือกเผื่อคือ AGODA.COM และ japanhotel.net เป็นทางเลือก เมื่อผมได้ราคาเป็นที่พอใจ(ในครั้งแรก)แล้ว ผมจึงทำการยกเลิกการจองโรงแรมเมโทรโปลิแทนที่อากิบาฮาระ(ตามแผนแรก) และเราคิดว่าน่าจะจบเรื่องแล้ว

ต่อมา แฟนผมไม่รู้อารมณ์ไหนมีวันนึงไปลองเซิรท์ที่ BOOKING วันเดียวกันโรงแรมเดียวกัน ปรากฎว่าราคาดันถูกกว่าที่จองอีก เราเลยตัดสินใจเทียบราคากับเวปอื่นๆ เข้าใจว่าน่าจะมีโปรราคาที่ดีออกมา เราเลยจองโปรใหม่และยกเลิกโปรแรกไป เป็นอันจบดีลซะ...