วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ภาค 5 : 23 ตค.57 วันที่ 1 ถึงญี่ปุ่นแล้ว

15..20 น.ตามเวลาท้องถิ่น เครื่องบินลงจอด ณ สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น เราเดินตามผู้โดยสารคนอื่นออกมา 
จนมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง คราวก่อนผมเจอจนท.ผู้หญิงถามละเอียดยิบ แต่มาคราวนี้ไม่ใช่ครับ มีป้ายภาษาไทยบอกว่ามองที่กล้องแสดงว่ามีคนไทยมาเที่ยวเยอะจริงๆ เค้าถามอะไรนิดหน่อยใช้เวลาไม่ถึงนาทีก็เสร็จเรียบร้อยเสร็จแล้วก็มารอกระเป๋าซึ่งใช้เวลานานมากๆเกือบๆชั่วโมง เมื่อได้กระเป๋าเสร็จก่อนทางออกจะมีตำรวจสอบถามอีกครั้ง ก็ถามว่ามากี่คน มาทำอะไร พักที่ไหนแค่นั้นเอง 
ออกจากด่านนี้ก็งงครับ เพราะสนามบินใหญ่โตใช้ได้ ผมกางโพยออกเราต้องไปขึ้นนาริตะเอ็กซ์เพรสเพื่อเดินทางไปยังโตเกียว ซึ่งในโพยมีแผนที่บอกอยู่ว่าเราต้องไปทาง SOUTH WING ติดบันไดเลื่อน เอ....แล้วมันต้องเดินไปทางไหนแล้วตอนนี้เราอยู่ที่ไหนล่ะ? ลองเดินสุ่มไปครั้งแรกเกิดความไม่แน่ใจ เลยไปอีกทางยิ่งงหนัก เจอแต่ทางไปรถไฟใต้ดินอีกสาย สุดท้ายผมเลยวิ่งไปถามแอร์ฯแถวนั้น เค้าก็บอกว่าเราไปทางโน้นแล้วจะเจอป้ายบอกทาง โอเค

เราเดินย้อนไปทางแรก เหมือนจะเจอทางตันครับ พอดีมี INFORMATION CENTER บอกเค้าว่าเราจะไปนาริตะ เอ็กซ์เพรส ซื้อตั๋วได้ที่ไหน? เค้าบอกให้ลงบันไดเลื่อนไปชั้นใต้ดิน เราก็ลงไป พอลงไปปุ๊บมีทางแยกไปด้านซ้าย-ขวา-ตรงไป เอาไงดีวะ???

จากนั้นเห็นแว๊ปๆว่าอีก 20 เมตรมีตำรวจอยู่ ผมรีบลากกระเป๋าไปหาตำรวจแล้วถามทางไปนาริตะเอ็กซ์เพรส ตำรวจไม่ตอบครับเค้ากวักมือเรียกให้ผมตามมา จากที่เดินตามมาต้องลงบันไดไปชั้นล่าง ปรากฏเป็นสถานีใหญ่เลย มองไปด้านขวาเป็นห้องใหญ่ๆห้องนึง มีคนไทยยืนมุงเต็มไปหมด อ่านผ่านๆเขียนว่า JR ผมถามตำรวจว่าอันนี้หรือเปล่า? เค้าบอกไม่ใช่ให้ตามเค้ามา  เจี๊ยบก็บอกว่าอันตะกี้ไม่ใช้เหรอ พอผมยืนมองดูดีๆถึงได้รู้ว่าเป็นห้องที่มาเปลี่ยนเป็น JR RAIL PASS

17.00 น. แล้วตำรวจก็พาเรามาถึงเคาเตอร์ขายตั๋วนาริตะฯเป็นเคาเตอร์เล็กๆ 2 ช่องครับ มีเจ้าหน้าที่ 2 คนคนซ้ายหน้าตาเป็นมิตรดีน่าจะสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และช่องที่ว่างดันเป็นช่องขวาเจ้าหน้าที่ผู้ชายมาดนุ่มนิ่ม พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ผมพูดอังกฤษเค้าตอบเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่คุยกันรู้เรื่อง....เออแปลกดี เราได้อานิสงค์ที่เค้าปรับครึ่งราคานาริตะเอ็กซ์เพรส(เที่ยวเดียว) ประหยัดเงินได้หลายเยน เรามารถเที่ยว 16.40 ไม่ทัน(ก็แหงละ) ทีนี้ได้เวลาไปรอที่ชานชาลากันล่ะ นาริตะเอ็กเพรสจะมีความพิเศษที่ว่าเป็นรถเร็วที่วิ่งตรงถึงโตเกียวและระบุที่นั่ง นั่งมั่วๆไม่ได้นะครับเพราะแต่ละโบกี้จะเปิดประตูเฉพาะปลายทางที่เราลงเท่านั้น

ด้วยความที่เราไม่เคยนั่งนาริตะฯเลยไม่รู้ว่าช่องที่เรายืนมันตรงโบกี้ที่จะไปหรือเปล่า? เจอคนไทยยืนรอรถเหมือนกันเราเลยถามว่าใช่แถวที่รอนาริตะฯมั้ย? เค้าบอกไม่ใช่ แต่ผมดูจากเซ็นท์แล้วเจ๊นี่มั่วแหงๆ เลยเดินไปแล้วถามลุงคนทำความสะอาด แกบอกว่าแถวที่ผมยืนต้องเดินไปทางโน้นแล้วบอกให้รีบไปรถจะมาแล้ว

เราเจอแถวที่ว่าแล้ว จริงๆมันจะมีจอมอนิเตอร์บอกว่าตรงนี้แถวอะไร(เราไม่ดูเอง แฮะๆๆๆ) แล้วเราก็เจอครอบครัวคนไทยที่โดยสารมาด้วยกันบนเครื่อง เค้าถามเราว่าเราจะไปนาริตะเอ็กเพรสหรือเปล่า? บ้านเราบอกว่าเราจะไปลงที่ชินากาวะแล้วเราก็บอกทริคการนั่งและการสังเกตโบกี้ที่เราเพิ่งรู้ตะกี้ไป ยืนไปได้แป๊บมีอาเจ๊เจ้าหน้าที่มาบอกเราว่ารอจะมาแล้วนะ พอรถจอดเราเลยขอแชะภาพเป็นที่ระทึกหน่อย
17.20 น. รอไฟมาตรงเวลา ผมและเจี๊ยบรีบลากกระเป๋าไปหาที่นั่งที่เราจองก่อน เดินๆไปก็เจอที่นั่งที่ว่า โบกี้นี่โล่งเลย เป้นั่งกับเจี๊ยบไป ส่วนผมนั่งเก้าอี้ด้านหลังคนเดียว จากข้อมูลที่เราศึกษามาตรงประตูทางเข้าโบกี้จะมีที่วางกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ครับ มีสายคล้องล็อคเสร็จสรรพ ด้วยความที่เราทำไม่เป็นก็เลยไม่กล้ากลัวล็อคไม่ได้ หรือล็อคแล้วแก้ไม่ออก เลยลากกระเป๋ามาตรงที่นั่งให้เกะกะขาดี
 จนมีผัวเมียญี่ปุ่นคู่นึงมานั่งใกล้ๆที่เรานั่งเค้าก็บอกว่ายูเอากระเป๋าไปไว้ตรงนั้นซิ? ผมเลยลองใหม่มันจะมีรหัสล็อค 4 ตัว ก็ทดลองล็อคแล้วปลด ทำอยู่ 2 ครั้งจนแน่ใจว่าเป็นละ จึงเอากระเป๋าไว้ตรงนั้น สบายไป ส่วนเจี๊ยบใจไม่กล้าพอเก็บกระเป๋าไว้ตรงเบาะนั่ง


17.40 น.รถไฟวิ่งออกมาพักใหญ่ ผ่านมาหลายสถานีละ นี่แค่ 5 โมงเย็นแต่มืดตื๋อเลย มองผ่านจอทีวีจะบอกว่าตอนนี้เราวิ่งผ่านอะไรบ้าง และจะใช้เวลากี่นาทีถึงสถานีต่อไป

18.15 น. ถึงสถานีโตเกียว รถวิ่งนานหรือเปล่าไม่รู้ครับ? รู้แต่นั่งจนตูดด้านเลย โบกี้ที่เราขึ้นเงียบมากๆมีอยู่ 4-5 คนแค่นั้น ผมเผลองีบหลับไปแป๊บนึงก็ตื่นมาดูจอทีวีตลอด กันนั่งเลย แฮะๆๆๆ

18.40 น. ถึงสถานีชินากาวะ ตามเวลาแป๊ะ เราเดินออกมาจะต่อรถไปโอโมริ ด้วยความที่ไม่ได้มานานหลายปีเริ่มงงๆทาง และสถานีก็ใหญ่ด้วย เดินไปทางนั้นก็ไม่คุ้น ไปทางนี้ก็ไม่ใช่ ยืนเอ๋ออยู่พักใหญ่ สุดท้ายเดินไปถามเคาเตอร์ขายตั๋วและเราก็ไม่แน่ใจว่าแค่ตั๋วนาริตะฯพอมั้ยต้องซื้อตั๋วเพิ่มหรือเปล่า?  เค้าก็ชี้ทางให้เราไปทางนั้นและบอกไม่ต้องซื้อ เรางงๆแต่ก็กะว่าถ้าตอนออกประตูออกไม่ได้ค่อยว่ากัน

มาถึงชานชาลาที่ว่าเจอป้ายที่บอกไปโอโมริก็ตะกายเข้าไปคนแน่นใช้ได้ ซักพักไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงโอโมริ(3 สถานี) ออกจากสถานีอาการเอ๋อมาอีกแล้วไปทางไหนหว่า?  ตัดสินใจออกทางขวาดู เดินออกมาไม่คุ้นทางเลย มองโลกในแง่ดีว่าไม่ได้มาหลายปีคงเปลี่ยนไปเยอะ เดินไปเรื่อยๆขึ้นเนินยิ่งงหนัก ฝนก็เริ่มตกลงมา  เจอป้าแถวนั้นตัดสินใจถามคำแรกว่า “ซูมิมาเซ I want to go to Art Hotels” ว่าแล้วก็ยื่นแผนที่รร.ภาษาญี่ปุ่นให้ป้าดู ป้ายืนดูพักนึงแล้วก็บอก อาโน......จากนั้นป้าก็พ่นภาษาญี่ปุ่นมาเต็มไปหมด ฟังไม่ออกเลย แต่ดูจากลักษณะและท่าทางการสื่อสารแล้ว ป้าไม่รู้ทางแน่นอน ป้าสาธยายอะไรอยู่นานร่วมๆครึ่งชม.ซึ่งเราฟังไม่ออก เราจะเดินหนีไปก็เกรงใจในความพยายามของแกจึงฟังจนแกพูดเสร็จ

ผมตัดสินใจจะเดินย้อนกลับไปที่สถานีรถไฟแล้วเดินไปอีกทาง เจอร้านโอโตยะกับโยชิโนยะ กะว่าขอไปเก็บกระเป๋าก่อนค่อยออกมากิน เดินคลำมาเรื่อยๆเจอห้างเซยูเริ่มใจชื้น ตรงๆมาอย่างเดียวแต่.......เริ่มงงอีกละ จะหลงมั้ยเนี่ยเอาไงดี ถามคนแถวนั้นไปเรื่อยๆไม่มีใครรู้จักซักคน ฝนก็ลงเม็ดปรอยๆทำให้เราต้องทำอะไรซักอย่าง
 
มีร้านอิซากายะแถวนั้นมีผู้ชายยืนสูบบุหรี่อยู่เข้าไปถามเค้าก็บอกให้เดินไปที่สะพานลอยๆนึง

เจอตึกใหญ่ๆตึกนึงคุ้นๆว่าเป็นทางผ่านที่ใกล้รร.เราเลยเริ่มมีความหวัง สุดท้ายเจอสะพานลอยปริศนาที่เราเคยมาคราวก่อนใกล้รร. ใช่ละมันอยู่แถวนี้ล่ะ แต่อยู่ซอยไหนล่ะ?

ถามลุงที่อยู่หน้าร้านเหล้าเค้าบอกอยู่ซอยหน้านี่ล่ะ ไชโยๆๆๆๆๆๆๆๆ 
20.00 น.มาถึงรร.ไม่น่าเชื่อว่าเราใช้เวลาเดินทางได้ขนาดนี้ ไปเช็คอินเอาใบจองที่ปริ้นท์มายื่นให้พร้อมจ่ายค่ารร.เป็นเงิน 46,500 Y แรกๆคิดว่าจะมีชาร์ทเพิ่มมั้ย? ไม่มีครับ ผมถามว่าคีย์การ์ดอยู่ไหน? เค้างงภาษาปะกิต....ผมเลยบอกไม่เป็นไร(เดี๋ยวกรูเข้าห้องไม่ได้ค่อยมาถามอีกที
ขึ้นลิฟท์ไปชั้น 15 ประตูเปิดมา ห้องเล็กกว่าที่คิด มี 2 เตียงเดี่ยว กับ1 เตียงเสริมซึ่งดัดแปลงจากโซฟาอีกที 

เก็บกระเป๋าเสร็จนั่งเล่นซักพักจึงออกมาหาข้าวเย็นกิน ถามเป้จะกินอะไร เจอร้านนั้นร้านนี้ไม่เอาจะกินราเม็งท่าเดียว จนจะ 20.30 แล้วยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง ร้านก็จะปิดเหลือแต่ร้านเหล้าด้วยซิ ตัดปัญหาด้วยการเข้าร้านอุด้งร้านนึงเห็นมีเซ็ทเมนูน่ากินทีเดียว เลยจัดไป

เจี๊ยบสั่งอุด้งเย็น พนักงานคนทำเป็นคนรับออเดอร์ หยิบชามมาให้เราดู 2 ขนาด อ้อ...ชามเล็กหรือใหญ่ เสร็จแล้วเอาน้ำแข็งมาให้ดู กับกาน้ำชา เป็นการส่งภาษามือที่เข้าใจง่ายดีครับ
ร้านเค้าจะเสิรฟ์อาหารมาเราต้องหยิบถาดแล้วนำชามใส่ถาด มีท็อปปิ้งอื่นๆเช่นเท็มปุระซึ่งคิดเงินเพิ่มนะ ผมเลือกมาอย่างละชิ้น 3 อย่างอะไรมั่งไม่รู้ดูไม่ออก แล้วก็จ่ายเงินไป 3 ชาม 1,555 Y ทางขวามือจะมีอุปกรณ์อื่นๆพนักงานร้านเค้ามาแนะนำเราอีก ได้แก่ผักโรย(ต้นหอม) น้ำซุปผมตักใส่ถ้วยไปซดต่างหาก 1 ถ้วย แป้งเท็มปุระ เป้ชอบมากๆ แล้วก็มีพวกวาซาบิ มัสตาร์ทใส่ซองสำเร็จรูป น้ำชาฟรี แล้วค่อยหาที่นั่งกัน

เริ่มที่น้ำซุปอร่อยมากๆ คนญี่ปุ่นบอกว่าอาหารจะอร่อยมั้ยดูที่น้ำซุปครับ ถ้าน้ำซุปอร่อยรับประกันว่าอาหารอร่อยแน่นอน เส้นเหนียวนุ่มดี รสชาดรวมๆออกมาดีหมด ส่วนเจี๊ยบสั่งชามใหญ่แน่นอนกินไม่หมด เป้ก็เหลือแต่ในความอิ่มที่เหลือนั้นเจ้าตัวบอกใช้ได้
แวะแฟมิลี่มาร์ทเจ้าประจำเราได้ขนมติดมือมานิดหน่อย กลับมาที่ห้องเก็บสัมภาระต่างๆแล้ววางแผนเดินทางในวันรุ่งขึ้นกัน กว่าจะได้นอนร่วมๆเที่ยงคืนได้
ชานมคาราเมลในลายแทงเวปเที่ยวญี่ปุ่นบอกให้ลองครับ รสชาดแปลกๆ -"-
ค่าใช้จ่ายวันที่ 1
ลำดับ
ค่าใช้จ่าย
ราคา(Y)
1
ค่ารถไฟนาริตะเอ็กซ์เพรส
3,750(3 คน) 
2
ค่าโซบะ 
1,555 
3
ค่าชานมคาราเมลร้านแฟมิลี่
173
4
ค่าโรงแรม                           
76,500 
5
ค่าน้ำเปล่าขวดใหญ่                     
89

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น