วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ภาค 7 : 25 ตค.57 วันที่ 3 เที่ยว Tokyu Hands

จากสะพานลอยเราเดินตัดมาลงฝั่งสถานีรถไฟชิบูยะเข้าไปในสถานีรถไฟทางประตูฝั่งเหนือจากนั้นเดินตัดเป็นเส้นตรงออกไปอีกทาง ไม่แน่ใจประตูไหนมีการต่อเติมปรับปรุงสถานีด้วย หันซ้ายก็ไม่คุ้น หันขวายิ่งงงไปหันใหญ่ แล้วเราจะไปร้าน TOKYU HANDS กันยังไง? เอาแค่ไปตั้งต้นที่ห้าแยกชิบูยะหรือทางออกฝั่งหมาฮาจิโกะก็ยังดี ทำยังไงดี????


บังเอิญมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินผ่าน ผมขอเรียกเขาว่า “ฮีโร่ซัง”ละกันครับ  ฮีโร่ซังเป็น Salaryman หนุ่มท่าทางใจดีใส่สูทแต่งตัวเนี๊ยบเหมือนชายหนุ่มญี่ปุ่นทั่วๆไป  ผมทักทายเค้าเป็นภาษาอังกฤษแล้วแจ้งความประสงค์ว่าเราต้องการไป TOKYU HANDS จะไปยังไง ขอแค่ว่าเราต้องการสตาร์จากห้าแยกชิบูยะหรือตรงหมาฮาจิโกะก็ยังดี เค้าถามกลับว่าเรา TOKYU HANDS ชิบูยะใช่มั้ย? เราเคยไปที่ร้านนี้หรือเปล่า? ผมตอบว่าเราไม่เคยไปกันนี่เป็นครั้งแรก เค้าบอกว่าไม่รู้จะอธิบายทางยังไงบอกเป็นเรื่องยากที่จะอธิบาย ฮีโร่ซังทำท่าครุ่นคิดอยู่พักนึง แล้วบอกว่าให้ตามมา ผมรีบจ้ำตามเค้าไป เจี๊ยบกับเป้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ผมเลยบอกว่าเค้าให้ตามเค้ามา.......

ไอ้เราก็คิดว่าแกจะไปส่งแค่ตรงห้าแยกชิบูยะแล้วคงให้เราไปเอง ฮีโร่ซังใช้เวลาไม่นานก็พาเรามาถึงห้าแยกชิบูยะซึ่งกำลังรอไฟแดงข้ามถนน ผมเตรียมจะขอบคุณเค้า แต่ไม่ครับพอถึงห้าแยกเค้าก็หันมายิ้มกับเป้ พอไฟเขียวให้ข้ามเค้าก็กวักมือให้เราตามมา โอ้วววว เค้าจะไปส่งเราถึงที่ร้านหรือนี่???

 ฮีโร่ซังพาผมและครอบครัวเดินๆๆๆๆ  เค้าถามผมว่ามาทำอะไรที่นี่มาติดต่อเรื่องงานหรือมาเที่ยว ผมบอกว่ามาพักผ่อน(Vacation ดันตอบไม่ตรงคำถามอีก) ดูเค้าจะไม่เข้าใจความหมายครับ เลยต้องบอกว่าเรามาเที่ยว (Tourist) เค้าถึงพยักหน้ารับทราบ ระหว่างนั้นผมหันไปมองเป้กับเจี๊ยบ อ้าวเวร....หายไปไหน อาจเพราะฮีโร่ซังเดินไวมาก(ตามประสาคนญี่ปุ่น) ตามมาไม่ทัน ผมเลยต้องบอกเค้าว่าลดความเร็วหน่อย สองคนนั้นตามมาไม่ทันแล้ว เค้าขอโทษผมและหยุดเดินซักพัก ไม่กี่อึดใจเป้และเจี๊ยบก็เดินตามมาทัน สองคนนั้นหอบมาเลยและถามว่าถึงแล้วเหรอ? ผมเลยตอบว่าก็หายไปเลยต้องหยุดรอก่อน จากนั้นเราจึงเริ่มต้นเดินทางต่อ 

ตลอดทางแกก็ชวนผมคุยตลอดว่า พักที่ไหน มากี่วัน ผมตอบว่าผมพักที่โอโมริ ชินากาวะ มาเที่ยว 5 วัน (โอโมริมีอีกที่ อยู่นอกโตเกียวครับ) แกถามต่อว่าผมเป็นคนชาติไหน? ผมบอกว่าคนไทย แกบอกว่า โอ้ววว ไทยแลนด์ !!! ผมถามว่า You รู้จักด้วยเหรอ? เค้าบอกรู้จักครับแต่ไม่เคยไปเที่ยว ผมเลยถามแกว่าแกทำงานแถวนี้หรือเปล่า แกบอกว่าแกทำที่ชินจูกุแล้วก็ยิ้ม ตลอดการเดินนำของแก แกจะหันไปมองแฟนกับลูกผมตลอดว่าตามมาทันมั้ย? จนสุดท้ายก็ถึงร้าน Tokyo Hands ระยะทางร่วมๆ 2 กิโลเมตรได้ เกือบๆ 40 นาที สุดท้ายผมไม่รู้จะตอบแทนฮีโร่ซังยังไงนอกจากคำขอบคุณเค้า และขอจับมือเค้าไป 1 ครั้ง ขอบคุณจริงๆที่ช่วยเหลือ เสียดายที่ไม่ทันได้ถ่ายรูปหรือขอที่อยู่ติดต่อไว้

 มาถึงที่ร้าน Tokyo Hands จริงๆไม่ควรใช้คำว่าร้านครับเพราะมันใหญ่โตอลังการมากๆ มีอยูหลายชั้นทีเดียว ในตึกเค้าแบ่งเป็น 3 ปีก A-B-C คืออยู่ในตึกเดียวกันนั่นล่ะ แต่ละชั้นมี 3 โซนและของไม่เหมือนกันเลย เรียกว่าคนชอบพวกของ DIY หรืองานแบบซักกะน่าจะร้องกรี๊ดเลยล่ะ ถามว่าแล้วซักกะคืออะไร? 

คำว่า ”Zakka“ เป็นคำในภาษาญี่ปุ่น อ่านว่า ซัก-กะ" ถ้าแปลตรงตัวเลยก็คือ ของหลายสิ่งหลายอย่าง  คำคำนี้มีมานานแล้ว ไม่ใช่เทรนด์ใหม่ แต่เราอาจจะพึ่งรู้จักกัน จริงๆแล้ว Zakka เป็นชื่อที่ใช้เรียกร้านขายของชำสมัยโบราณของญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันได้พัฒนารุปแบบไปตามสมัยและกลายเป็นปรากฎการณ์แฟชั่นของญี่ปุ่น โดยเฉพาะที่กรุงโตเกียว จะเห็นร้านซักกะเยอะเลย  และอิทธิพลนี้ก็ลามมาจนถึงเอเซียบ้านเราก็เริ่มรับวัฒนธรรมนี้เข้ามา ดังนั้นคำว่า  ”Zakka“ จึงหมายความรวมถึง ของทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณคิดว่าสามารถนำไปปรับปรุง ปรุงแต่ง เพิ่มสีสันความน่ารักให้กับชีวิตประจำวันของคุณได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นของญี่ปุ่นเท่านั้น จะเป็นเกาหลี ไทย จีน ยุโรป ถ้าเป็นความชอบส่วนตัวของเรา ก็จัดอยู่ในหมวดหมู่สินค้า Zakka” (เครดิตจาก http://www.whatszakka.com/index.php?route=product/category&path=34_38)


เราขึ้นลิฟท์ไปชั้นบนแล้วค่อยๆไล่ลงมาเรื่อยๆ(ตามสูตร) ผมตั้งความหวังไว้ว่าจะดูกระเป๋าทำงานซักใบ อยากได้กระเป๋าหนังงานญี่ปุ่นแท้ๆตั้งงบไว้พอสมควร เท่าที่เดินผ่านๆหลายๆชั้นมีของน่าสนใจเยอะครับชอบการจัดวางสินค้าเค้าครับน่าสนใจดี เรียกว่าหาดูไม่ได้ทั้งในบ้านเราและสิงคโปร์  

แต่อาจจะไม่ตรงใจกับเป้และเจี๊ยบเท่าไหร่ ในชั้นเครื่องหนัง ตัวรองเท้าเดี๋ยวนี้เป็นทรงหัวแหลมๆผมซึ่งผมก็ไมได้ใส่รองเท้าทรงนี้ด้วย ส่วนกระเป๋ามีทั้งกระเป๋าสตางค์เห็นราคาแล้ว อืมมมม ผมเป็นคนใช้ของไม่ค่อยถนอมด้วย ซื้อบ้านเราดีกว่า ส่วนกระเป๋าทำงานสวยมากๆครับมีหลายแบบทั้งแบบหนังและเป็นเป้ กระเป๋าโน๊ตบุ๊ค แต่ตัดใจไม่เอา คิดว่าไปซื้อที่ตึกม่วงดีกว่า ราคาน่าจะแฮปปี้กว่า

เราใช้เวลาไปชั่วโมงเต็มๆ เป้ได้ลิปมันมาอันนึง ทรงแปลกๆเป็นรูปผลไม้ ส่วนเจี๊ยบไม่ได้อะไรเลย เท่ากับว่าเที่ยวนี้เดินมาไกล เสียพลังงานฟรี  
ออกจากร้านก็ได้เวลาเผชิญโลกแห่งความเป็นจริงละ ตะกี้ฮีโร่ซังพาเราลัดเลาะมาชนิดงงเต๊ก จะกลับยังไงเนี่ย? คงต้องตรงมาเรื่อยๆแล้วถามทางเอานั่นล่ะ...
เดินมาได้นิดนึงเจอร้าน 3 Coins เป็นร้านขายเครื่องแต่งตัวน่ารักๆ เป้กับเจี๊ยบเดินเข้าไปดู ส่วนผมออกมารอนอกร้าน ยืนรออยู่พักนึงสังเกตตึกที่อยู่ติดกันใหญ่โตดี ไปสะดุดตาป้ายตรงตึกนี้มีภาษาญี่ปุ่นอันนึงคุ้นๆ อ้าวนี่มันร้าน IShibashi Guitar นี่หว่า?

ว่าแล้วก็หันไปมองสองคนนี้ยังไม่มีท่าทีออกมา เลยเข้าไปบอกว่าเดี๋ยวมานะเข้าไปดูของร้านนี้แป๊บ ถ้าใครเสร็จธุระก่อนให้มายืนรอตรงนี้ ว่าแล้วก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้น 2 ครับ


IShibashi เป็นร้านเครื่องดนตรีมีขายทั้งมือ 1 และมือ 2 ปะปนกัน พื้นที่ร้านเล็กมากๆเดินสวนกันในร้านไม่ได้เลย ตัวร้านแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน โซนกีตาร์ไฮเอนด์ กีตาร์ทั่วไป เบส คีย์บอร์ด เข้าไปเราก็เจอกลุ่มเอฟเฟคมือสองละลานตาเลย แต่ผมไม่ได้สนใจอะไรเพราะต้องการหา Footswitch ของ Providence เข้าไปคุยกับคนขายสื่อสารกันพักใหญ่สรุปว่าไม่มีขายเพราะเลิกผลิตไปแล้ว เค้าก็แนะนำอีกยี่ห้อนึงบอกว่าใช้แทนกันได้ ผมบอกไม่เป็นไรคิดว่าไม่เอาดีกว่า แล้วก็เดินไปดูคีย์บอร์ดต่อ มี Nord Piano กับ Yamaha Motif 88 คีย์มือสองถูกมากๆ แต่นั่งนึกๆว่ากูจะเอากลับมายังไงวะ? แล้วก็ตัดใจไป

เดินออกจากร้านด้วยความผิดหวังไม่ได้อะไรกลับมา กลับมายืนที่เดิมสองคนนั้นยังไม่ออกมากัน ผมยืนคิดพักนึงว่าถ้าไม่เอาตัวนี้มาไปเมืองไทยก็ต้องมานั่งหาใหม่อีก สั่งจาก EBay ก็รออีกไม่รู้จะถูกกว่ามั้ย? ก็ซื้อไปเลยจบ ว่าแล้วก็เดินไปบอกสองคนนั้นในร้าน 3 Coins อีกทีว่าจะขึ้นไปซื้อละนะรอแป๊บ

 


จากนั้นขึ้นไปที่ร้านเดิม คราวนี้เสียงดังวินาตสันตะโร มีผู้ชายคนนึงกำลังลองเอฟเฟคตัวนึง ติดๆกันมีเด็กนักเรียนผู้หญิงกำลังลองกีตาร์ Kanggs (เล่นของแพงซะด้วย) เสียงดังพอกันทั้งคู่ เสียงตีกันเละลั่นร้าน ไม่รู้ว่าฟังกันรู้เรื่องหรือยังไง? ดูบรรยากาศคล้ายๆร้านในเมืองไทยเลย แฮะๆๆๆ 


ผมเดินไปหาพนักงานคนเดิมเค้ากำลังวุ่นๆกับการทำอะไรซักอย่างเข้าไปบอกว่าจะเอาตัวเมื่อกี้เค้าก็ยิ้มแล้วก็จัดการหยิบออกมาจากตู้โชว์ ระหว่างนั้นผมก็เดินดูของอย่างอื่นเจอ เอฟเฟค Vemuram เป็นกองทัพเลย แต่เอาไว้ก่อนเพราะสองคนนั้นรออยู่ข้างล่าง และถ้านั่งลองเสียงคงไปตีกับสองคนนั้นอีก แล้วก็จัดแจงจ่ายเงินเผ่นหนีดีกว่า

ลงมาข้างล่างอีกครั้ง สองคนนั้นยืนรอผมอยู่ บอกทำไมมาไวจัง? อ้าวก็รีบซื้อรีบมาไง....เป้ได้ถุงเท้ายาวแบบสาวชิบูยะ ถามว่าจะเอาใส่ไปไหนลูก? เป้บอกว่าก็ใส่ไปเรียนไง.อืมมมมม จัดแจงเดินๆๆๆๆ 


เดินมาซักพักยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงห้าแยก เลยมโนไปเองว่าหลงทางป่าววะ? เป้ก็บ่นว่าเมื่อยเลยถามว่าหาร้านนั่งมั้ย? ก็ไม่เอา เดินไปนิดต้องหยุดพักที สุดท้ายมายืนอยู่หน้าสามแยกนึงกำลังคิดกันว่าจะหาร้านนั่งกินมื้อเย็นไปเลยฆ่าเวลาเดิน หรือจะไปต่อ ระหว่างนั้นมีขบวนไม่แน่ใจว่าคืออะไรคล้ายๆเดินประท้วงคนเยอะมากๆเสียงดังเลยล่ะ ทำให้ทุกคนต้องหยุดดูกัน  เผอิญมีชายหนุ่มคนนึงเดินผ่านเราเลยถามทางที่จะไปรถไฟชิบูยะ เค้าบอกว่าเดินไปทางขวานิดเดียวก็ถึงแล้ว โอเค....เริ่มมีหวังเดินต่อ

เดินมาอึดใจนึงก็ถึงห้าแยกชิบูยะ ใจผมอยากไปร้าน Tower Record ต่อ แต่เปกับเจี๊ยบบอกไม่ไหวแล้ว เราเลยมุ่งหน้าไปสถานีรถไฟ ด้านหน้าสถานีมีกิจกรรมอะไรซักอย่าง แต่เราไม่สนละ กลับๆๆๆๆ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น